(1)
แม้ผมจะไม่ใช่คนเชียงรายโดยกำเนิด แต่ผมก็ผูกพันกับเชียงรายมานานหลายปีแล้ว นับแต่เริ่มสอนหนังสือที่ ม.แม่ฟ้าหลวง ในปี 2546 และเมื่อได้รับความไว้ใจให้รับผิดชอบงานด้านประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยก็ยิ่งได้ทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ของจังหวัดเชียงรายใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ ก่อนที่จะมหาวิทยาลัยจะเปิดโอกาสให้ผมได้ศึกษาต่อ และด้วยภาระเช่นนี้นี่เองที่ส่งผลให้ผมต้องใช้จ่ายเวลาอยู่ที่บ้านเกิด จังหวัดเชียงใหม่ มากกว่า
(2)
ช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงถือเป็นครั้งแรกที่ผมได้ติดตามชมเกมการฟาดแข้งของทีมเชียงรายยูไนเต็ดสดๆ แบบเต็มๆ ผ่านทาง http://weahlr.com/liveradio.htm ในเกมสุดระทึกที่พบกับทีมนราธิวาส ซึ่งผู้มาเยือนออกนำถึงสองครั้ง แต่เชียงรายยังไล่เจ๊าได้ 2:2 ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย
ผู้บรรยายเก็บตกรายละเอียดรอบข้างสนามได้อย่างไม่มีที่ติ ทั้งบรรยากาศกองเชียร์ บุคคลสำคัญที่เข้ามาชม การวิจารณ์การแก้เกม ฯลฯ แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ผมได้ชมเพียงจากคลิปสั้นๆ ที่ถูกนำมาเผยแพร่ภายหลังเกมในเว็บไซต์ทางการของสโมสร (http://www.chiangraiunited.com) หรือจากลิงค์ที่ถูกนำมาแปะไว้ใน Social Network ยอดนิยมอย่าง Facebook (http://www.facebook.com/pages/Chiang-Rai-United-FC/73884261880) Twitter (http://twitter.com/crutd) หรือ Hi5 (http://CR-Utd.hi5.com)
แม้นอรรถรสการเชียร์จะเทียบกับการเข้าไปชมถึงในสนามไม่ได้ แต่เกมนัดนี้ก็สนุก ตื่นเต้น และเร้าใจไม่แพ้เกมฟุตบอลลีกในยุโรปที่คนไทยคลั่งไคล้ อีกด้านหนึ่งย่อมสะท้อนให้เห็นถึงพลังของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วยทำให้ข้อจำกัดเรื่อง ‘เวลา’ และ ‘สถานที่’ (Time & Space) แทบจะหมดความหมายลงไปทีเดียว
(3)
จากปริมาณแฟนบอลที่มาชมในสนาม ม.แม่ฟ้าหลวง อันน้อยนิดในช่วงแรกๆ ของการแข่งขันฟุตบอลลีกภูมิภาค "ดิวิชั่น 2" ภาคเหนือ มาเป็นจำนวนหลายพันคนจนล้นสนามกีฬากลางจังหวัดเชียงราย ดังที่เกิดขึ้นในทุกๆ นัด ซึ่งเป็นรอบมินิลีกที่นำเฉพาะทีมแชมป์จากทั้ง 5 ภาค ตัวแทนกลุ่มภาคเหนือ ก็คือ เชียงราย ยูไนเต็ด กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ เลย ซิตี้ กลุ่มภาคกลางและภาคตะวันออก คือ สมุทรปราการ เอฟซี กลุ่มภาคใต้ คือ นราธิวาส เอฟซี และกลุ่มกรุงเทพฯและปริมณฑล ได้แก่ ราชประชา-นนทบุรี มาเตะแบบพบกันหมดเหย้า-เยือน คัดเอา 3 จาก 5 ทีมขึ้นชั้นไปเล่นในศึก "ดิวิชั่น 1" ต่อไป
วัฒนธรรมการเชียร์บอลของชาวเชียงรายวันนี้ (รวมถึงทีมอื่นๆ) สีสัน ลวดลายแทบไม่ต่างจากแฟนคลับของทีมดังๆ ต่างประเทศ เป็นภาษาสากลที่สามารถใช้สื่อสาร “ความเป็นเชียงราย” สู่การรับรู้ของชาวโลกได้อีกทางหนึ่ง ภายใต้สมญานามที่เรียกกันว่า the orange power
ความสำเร็จของเชียงรายยูไนเต็ดชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลงานในสนาม หรือความนิยมของแฟนบอล ถือว่าเป็นไปอย่างก้าวกระโดดในช่วงระยะเวลาอันสั้น ทั้งๆ ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2552 นี้นี่เอง พร้อมๆ กับสถิติสวยหรู แข่ง 20 นัด ชนะ 17 เสมอ 3 ได้ 62 เสีย 16 รวม 54 คะแนน คว้าแชมป์กลุ่มภาคเหนืออย่างง่ายดาย ที่สำคัญคือยังสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นเลยจนถึงบัดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในบ้านหรือนอกบ้านก็ตาม จากทีมที่เข้าร่วมทั้งหมด 11 จังหวัด ได้แก่ 1.เชียงราย 2.พิจิตร 3.ชัยนาท 4.อุตรดิตถ์ 5.เพชรบูรณ์ 6.พิษณุโลก 7.สุโขทัย 8.กำแพงเพชร 9.เชียงใหม่ 10.แพร่ 11.ตาก (เรียงตามลำดับในตารางคะแนน)
หากใช้ทฤษฎีทางการบริหารแบบพื้นๆ มาจับ จะเห็นได้ชัดเจนว่าความสำเร็จของเชียงรายยูไนเต็ดมาจากส่วนผสมของ 4M ที่ลงตัว คือ (1) Man (2) Money (3) Material (4) Management
M ตัวแรก คือ บุคลากร ด้วยวิสัยทัศน์ของประธานสโมสรอย่าง คุณมิตติ ติยะไพรัช นำมาซึ่งการวางระบบจัดการที่ดีให้แก่สโมสร กอปรกับได้โค้ชที่ชื่อ โค้ชวัง ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล อดีตนักเตะทีมชาติชุดอันดับ 4 กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพมาคุมทีมให้ (ก่อนหน้านี้ในรอบคัดเลือกใช้ โค้ชปอนด์ สฤษดิ์ วุฒิช่วย และตามมาด้วย โค้ชตุ๋ย ถาวร สุริยะผล) ผนวกกับนักเตะฝีเท้าดี ทั้งที่มากประสบการณ์จากการเล่นระดับสูงมาก่อน ประกอบกับนักเตะสายเลือดคนเชียงรายเอง (4-5 คน) เช่น เบิร์ด วัชรากร ไกลถิ่น ดาวยิงหมายเลข 7 ขวัญใจแฟนบอลชาวเชียงราย ส่งผลให้ศักยภาพทีมเชียงรายยูไนเต็ด ณ เวลานี้ไม่เป็นรองทีมใดนัก นอกเหนือจากมีสไตล์การเล่นอย่างสนุกเน้นบุกแล้ว
M ตัวที่สอง เป็นเรื่องของ งบประมาณ ซึ่งผู้บริหารเน้นทุ่มใช้ในการจ้างนักฟุตบอลฝีเท้าคุณภาพมาร่วมทีมเป็นหลัก บางคนมีดีกรีเป็นถึงอดีตทีมชาติ หลายคนเคยผ่านการเล่นในระดับดิวิชั่น 1 หรือไทยพรีเมียร์ลีกมาแล้ว ว่ากันว่านักเตะบางคนได้รับค่าตอบแทนสูงเฉียดๆ หลักแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว โดยได้งบจากผู้สนับสนุนภายในจังหวัดมาช่วยเหลือในการสร้างทีมเป็นส่วนใหญ่ (ปัจจุบันมีน้ำดื่มตราสิงห์เป็นสปอนเซอร์คาดอก)
M ตัวที่สาม ทรัพยากร นั่นคือการมีสนามขนาดใหญ่ (สนามกีฬา ม.แม่ฟ้าหลวง ความจุประมาณ 3,500 คน) สวยงาม และได้มาตรฐานมารองรับเกมในบ้าน นอกเหนือจากการสร้างที่พักและศูนย์ฝึกซ้อมของสโมสรครบวงจร (แค้มป์เก็บตัวแห่งนี้ ตั้งอยู่ใกล้ๆ สนามบินเชียงราย) ตลอดจนช็อปขายของที่ระลึกอย่างเป็นทางการของสโมสร เช่น เสื้อแข่ง เสื้อยืด ผ้าพันคอ ฯลฯ (ร้านธิดาสปอร์ต อ.แม่จัน)
M ตัวสุดท้าย ได้แก่ การจัดการ แบบมืออาชีพ เดินตามรอยต้นแบบสโมสรยักษ์ใหญ่ระดับชาติ อย่างเช่น เมืองทองหนองจอกยูไนเต็ด (แชมป์ TPL) หรือ ชลบุรีเอฟซี (รองแชมป์ TPL) ทั้งเรื่องของการวางรากฐานโดยสร้างทีมจากนักเตะรุ่นเยาวชน พัฒนารูปแบบการเล่นให้เร้าใจ ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพชีวิตของนักเตะ ตราสัญลักษณ์มีความโดดเด่นขายได้ (รูปกว่างโซ้งถือตุงไชย) จัดหาแหล่งรายได้จากช่องทางต่างๆ (ผู้สนับสนุนหลัก, ค่าเข้าชม, ขายสินค้าที่ระลึก ฯลฯ) สร้างกระแสในหมู่แฟนคลับผ่านเครื่องมือสื่อสารอันทันสมัย เปิดโอกาสให้ชาวเชียงรายได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของทีมในบางเรื่อง เป็นอาทิ
(4)
“...โดยนำร่องเริ่มต้นจากพื้นฐานท้องถิ่นนิยม...”ข้างต้นคือคำพูดของประธานสโมสรหนุ่มไฟแรงที่ปรากฏในเว็บไซต์ของสโมสร ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะแฟนบอลที่เกิดหรืออยู่ในพื้นที่นั้น เป็นแฟนบอลที่มีความศรัทธาเหนียวแน่น พร้อมเจ็บปวดไปกับทีมได้ทุกเมื่อ แตกต่างจากแฟนบอลนอกพื้นที่ ซึ่งความนิยมชื่นชอบแปรผันไปตามผลงานในสนามของทีม เหมือนลมพัดมาแล้วก็ผ่านไป ทีมยิ่งใหญ่ของโลกที่ยืนหยัดมาถึงทุกวันนี้ได้ ทั้งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ลิเวอร์พูล บาร์เซโลนา รีลมาดริด ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เริ่มต้นมาจากการสนับสนุนของชนชั้นแรงงานภายในท้องถิ่นของตนเองก่อนทั้งสิ้น เริ่มจากจุดเล็กๆ กว่าจะเป็นที่นิยมแพร่หลายตกเป็นเป้าสนใจของผู้คนครึ่งค่อนโลกอย่างทุกวันนี้
แน่นอนที่สุด แฟนบอลเป็นกำลังสำคัญของทีมอย่างมิต้องสงสัย คนท้องถิ่นมีเป้าหมายเพื่อมาเชียร์ทีมด้วยใจรัก ฟื้นฟูความรู้สึกดีๆ และสายสัมพันธ์ของชุมชน เป็นการใช้เวลาว่างเล็กน้อยในช่วงเสาร์อาทิตย์ในสนามกีฬา สิ่งที่ผมเห็นบนจอคอมพิวเตอร์วันนั้นก็ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ดี “ท้องถิ่นนิยม” (Localism) นั้น หมายถึงพันธะผูกพันทางอารมณ์ที่มนุษย์ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับกลุ่มมีต่อถิ่นที่อยู่อาศัย ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ประเพณี สัญลักษณ์และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมต่างๆ ของตนเอง ซึ่งหาใช่มีความหมายเพียงหน่วยในการตั้งถิ่นฐานตามเขตการปกครองเท่านั้น
กระบวนการท้องถิ่นนิยมที่เกิดขึ้นและกำลังเคลื่อนไหวในปัจจุบันพบได้ในหลากหลายแง่มุมด้วยกัน บ้างใช้เพื่อเรียกร้องการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บ้างรณรงค์ให้ชุมชนหันมาอนุรักษ์หวงแหนวัฒนธรรมพื้นถิ่น (ภาษา, การแต่งกาย, ขนบธรรมเนียมปฏิบัติ, สถาปัตยกรรมท้องถิ่น ฯลฯ) หรือการที่พรรคการเมืองบางพรรคนักการเมืองบางคนเอามาเป็นประเด็นสำคัญในการหาเสียง แม้กระทั่งในเกมกีฬาก็ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด ซึ่งบางสโมสรชั้นนำของต่างประเทศไปไกลถึงขั้นสามารถพึ่งตนเองและบริหารจัดการโดยสมาชิกรายย่อยในระดับท้องถิ่นล้วนๆ
ความเป็น คนบ้านเดียวกัน ความเป็น คนเจียงฮาย ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในท้องถิ่นเช่นนี้นี่เองที่อยู่ข้างหลังสถิติไร้พ่ายอันสุดหรูของเชียงรายยูไนเต็ดที่ใครหลายคนมองข้ามไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปาฏิหาริย์ที่มาทันเวลาพอดิบพอดีในนัดล่าสุด
หากเป็นไปได้ ผมอยากจะเข้าไปมีประสบการณ์ (จริงๆ) ร่วมกับผองเพื่อนชาว พลังสีส้ม ด้วยตัวเองสักครั้ง ก่อนที่การแข่งขันฤดูกาลหน้าในระดับดิวิชั่น 1 (เพื่อคัดเอา 3 ทีมก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุดของประเทศ) จะดำเนินมาถึงในอีกไม่ช้า.
ณัฐกร วิทิตานนท์
edit @ 17 Dec 2009 19:16:30 by B&B