2009

เรียงตามลำดับความชอบ

1. Avatar (สามมิติ) --> โคตรสุดยอดๆๆๆๆ เหนือคำบรรยาย *****

2. เฉือน

3. The Curious Case of Benjamin Button 

4. Slumdog Millionaire

5. Tokyo Sonata (หนังญี่ปุ่น)

6. LOVER OF 6 YEARS (หนังเกาหลี)

7. The Reader

8. The Wrestler

9. Valkyrie

10. District 9

ขณะเดียวกันยังมีหนังอีกหลายๆ เรื่อง ที่นักวิจารณ์พากันชื่นชม ซึ่งผมก็ซื้อ DVD มาเก็บไว้แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ดูซะกะที อย่าง UP, CHE, Star Trek, Watchman, Departures

ขอได้รับความขอบคุณจาก... สิงห์ขาวซมซาน

edit @ 24 Dec 2009 12:47:50 by B&B

 คปค. ยึดอำนาจจากนายกฯ ทักษิณ >> ฉีก รธน. >> ออกประกาศ/คำสั่ง >> ตั้ง กกต./ปปช./คตส./สตง. >> ประกาศใช้ รธน. ชั่วคราว >> คมช. แต่งตั้ง นายกฯ สุรยุทธ์ /สนช./สสร. >> คณะ ตลก. รธน. ยุบพรรค ทรท. >> รธน. ผ่านประชามติ >> ให้ กกต./ปปช. (ฯลฯ) อยู่จนครบวาระ >> เลือกตั้ง ส.ส./ สรรหา ส.ว. ตามกติกาใหม่ >> พรรค พปช. ชนะการเลือกตั้ง >> ศาล รธน. ตัดสินให้นายกฯ สมัครพ้นจากตำแหน่ง >> สภาผู้แทนฯ เลือกนายสมชายขึ้นเป็นนายกฯ >> พธม. ยึดสนามบิน >> ศาล รธน. ยุบพรรค พปช./ชท./มฌ. >> สภาผู้แทนฯ เลือกนายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกฯ >> ปรากฏการณ์เสื้อแดง    >> ??? ข้างต้นนั่นก็คือผลพวงที่ติดตามมาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ดังที่รู้กัน – 

มาถึงวันนี้คงพอฟันธงได้แล้วว่าการรัฐประหารครานั้นเป็นการถอยหลัง ตก คลองของสังคมไทยอย่างจริงจัง เหตุการณ์นี้ทำลายระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งเริ่มผลิบานในสังคมไทยอยู่ดีๆ แท้ๆ (เพราะนับเป็นเวลา 15 ปีมาแล้วที่ประเทศไทยปลอดจากการใช้กำลังยึดอำนาจโดยทหาร กินเวลายาวนานกว่ายุคสมัยใดทั้งสิ้น) ซึ่งก็เท่ากับเป็นต้นตอของความขัดแย้งขนานใหญ่ที่มีขึ้นตามมา แน่นอนที่สุด เราไม่มีทางย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีตอย่างกับในการ์ตูนได้ ตอบแบบรวบรัด ผมเชื่อมั่นว่า การยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 (ผ่านกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ50 ตามมาตรา 291) แล้ว ขอเริ่มใหม่ โดยนำเอารัฐธรรมนูญ40 มาใช้แทน (บวกกับบทเฉพาะกาลสั้นๆ อีกไม่กี่มาตราในอันที่จะแก้ปัญหาเทคนิคทางกฎหมาย) เพื่อคืน ประชาธิปไตย ให้สังคมไทยเหมือนกับในช่วงก่อนหน้า ย่อมเป็นทางออกสำคัญที่น่าจะทำให้ปัญหาการเมืองสารพัดสารเพห้วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาบรรเทาเบาบางลงไปบ้าง ด้วยยังมีประชาชน (จำนวนมิใช่น้อยแน่ๆ) ตั้งข้อกังขาต่างๆ นานาเกี่ยวกับ จิตวิญญาณ ความเป็นประชาธิปไตยของมัน อย่างน้อย ใน 2 แง่มุมใหญ่ด้วยกัน

ที่มา :

อธิบายโดยอิงปรัชญา สัญญาประชาคม ของ รุสโซ ดังว่า กฎหมายซึ่งจะใช้เป็นกฎหมายได้ จะต้องมาจากเจตนารมณ์ร่วมกันของประชาชนเท่านั้น... แน่นอน หากนำเอาหลักคิดนี้มาใช้อธิบาย รัฐธรรมนูญปี 50 เอง รวมถึงประกาศ [36 ฉบับ] และคำสั่ง คปค. [20 ฉบับ] ตลอดจนกฎหมายของ สนช. ทั้งหมด [พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ / พ.ร.บ. อีก 200 กว่าฉบับ] ก็ย่อมหาใช่กฎหมายแต่ประการใด ด้วยไม่อาจอ้างว่ามันมาจากประชาชน หรือตัวแทนประชาชนได้เลย ทว่าวิธีคิดเช่นนี้ กลับสวนทางกับจารีตนิยมแห่งอำนาจตุลาการไทย เพราะท่านมัก ตีความ คล้อยตามแนวทางอำนาจนิยมแบบ จอห์น ออสติน ที่เห็นว่า กฎหมาย คือ คำสั่งคำบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งสั่งแก่ราษฏรทั้งหลาย...  เสมอมา

ขณะเดียวกัน เสียงประสานของฝ่ายคัดค้านที่ดังกว่าผ่านทางสื่อมวลชนกระแสหลัก ประหนึ่งเป็นเสียงข้างมากของสังคม มักย้ำอ้างถึงแต่เฉพาะ ปลายทาง ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกในประวัติศาสตร์ที่ผ่านกระบวนการลง ประชามติ ด้วยคะแนนเห็นชอบถึง 14,249,520 เสียง [หรือ 57.81 % ของผู้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติ] ฉะนั้น จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไข เพราะเท่ากับเป็นการฝืนความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ให้การยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ [ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว ประชาชนที่ว่าคิดเป็นเพียงร้อยละ 32.66 ของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติทั้งหมด และคิดเป็นแค่ร้อยละ 23.44 ของประชากรไทยทั้งประเทศเท่านั้น] โดยละเลย จุดเริ่มต้น อันเลวร้าย และมองข้ามความจริงที่ว่า ขณะเดียวกัน มันก็ถูก ปฏิเสธอย่างชัดแจ้งจากประชาชนอีกมากถึง 10,419,912 คน หรือ 42.19 % ของผู้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติ มิพักกล่าวถึงความพิลึกพิลั่นนานาของการลงประชามติคราวนี้ ถึงขนาดที่รัฐมนตรีประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าเอาไปตั้งข้อสังเกตกับผู้แทนจากสหประชาชาติว่า การลงประชามติของเขานั้นเป็นประชาธิปไตยกว่าประเทศไทยเยอะเลย ด้วยเหตุผลข้างต้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงขาดไร้ความศักดิ์สิทธิ์ สูงส่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของ ความชอบธรรม (ไม่ใช่ ชอบทำ) เป็นอันมาก

เนื้อหา :           

ก่อนหน้าการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ปรมาจารย์ทางกฎหมายมหาชนคนสำคัญของบ้านเมือง เปรียบเปรยร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกับประกวดนางงาม จึงให้ดูภาพรวมทั้งตัว ทั้งที่หากกล่าวตามความเป็นจริงแล้ว ส่วนสำคัญที่สุดของนางงามที่ทำให้มีโอกาสชนะการประกวดในแทบจะทุกเวที ต้องอยู่ที่ หน้าตา ด้วยมิใช่หรือ ? แน่นอนว่าต่อให้หุ่นดีสมส่วนเพียงไร หากหน้าตาไม่สะสวยก็นับว่ายากลำบากในการคว้าตำแหน่งมาครอง ฉันใดฉันนั้น ถึงแม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจมีความโดดเด่นหลากหลายประการ ถึงแม้นส่วนดีจะมีมากกว่าส่วนด้อย ทว่าในส่วนสำคัญที่สุด [หรือเปรียบได้กับใบหน้าของนางงาม] แล้วนั้น กลับยังคงพบข้อกังขาเชิงประชาธิปไตยมากมาย โดยเฉพาะกับประเด็นเรื่อง ที่มา ของสถาบันทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ตลอดจนองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ ซึ่งถือเป็นเรื่อง ใหญ่หลวงในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น สาระทำนองนี้เท่ากับเป็นการลดพื้นที่ทางการเมืองของประชาชนลงมา เป็นต้นว่า หนึ่ง การเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต 400 คน ย้อนยุคหันกลับไปใช้ ระบบ แบ่งเขต เรียงเบอร์ย่อมก่อให้เกิดผลเสียหายตามมาหลายประการ ทั้งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ที่มีสิทธิในบางเขต เพราะแต่ละคนมีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนได้ไม่เท่ากัน บางเขตเลือกได้ถึง 3 คน ขณะที่บางเขตกลับมีผู้แทนได้แค่คนเดียว และไม่เอื้อให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ระบบเลือกตั้งเช่นว่าทำให้เกิดระบบหลายพรรคขึ้นมา ผ่านการจัดตั้งรัฐบาลผสม การเมืองจึงขาดทั้งเอกภาพและเสถียรภาพอย่างที่เห็นสอง การเลือกตั้ง ส.ส. สัดส่วนอีก 80 คน จาก 8 กลุ่มจังหวัด ทำให้การแข่งขันทางการเมืองขาดความชัดเจน เนื่องจากประชาชนไม่สามารถทราบถึงคณะรัฐมนตรีเงา [นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอื่นๆ] ของแต่ละพรรคเหมือนกับก่อนหน้านี้ได้ เพราะแต่ละพรรคต่างก็ต้องจัดทำบัญชีรายชื่อถึง 8 บัญชีตามแต่ละกลุ่มจังหวัด อีกทั้งการแบ่งกลุ่มจังหวัดที่ปรากฏออกมาก็ยังไม่สอดคล้องกับภูมิประเทศและวัฒนธรรมท้องถิ่นแท้จริง ฤาเป็นวาระซ่อนเร้นเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองหนึ่งโดยเฉพาะ ???สาม การเลือกตั้ง ส.ว. แบบเลือกตั้ง 76 คน เต็มไปด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามหยุมหยิม เช่น ไม่ให้บุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว., ผู้สมัคร ส.ว. จะต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนานมาถึง 5 ปีขึ้นไป ฯลฯ ส่งผลให้บรรยากาศของการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเงียบเชียบถ้วนทั่ว ท่ามกลางบทกำหนดที่ยังหาคำอธิบายไม่ได้อีกสารพัด เช่นให้คนกรุงเทพฯ มี ส.ว. ได้คนเดียวเท่ากับคนในจังหวัดอื่นๆ ทุกจังหวัดของประเทศ โดยหาได้คำนึงถึงจำนวนประชากรอันแตกต่างไม่ เป็นอาทิสี่ ขณะที่ ส.ว. สรรหา อีก 74 คน กลับมาจากการคัดเลือกโดยอภิชนหยิบมือเดียว ซึ่งต่างก็เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานองค์กรอิสระและผู้พิพากษาตุลาการจากศาลต่างๆ รวมกันแล้ว 7 คนแค่นั้น แถมยังขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนโดยสิ้นเชิงอีกด้วย ส.ว. ประเภทนี้ มักหนีไม่พ้นข้าราชการระดับสูง และนักกฎหมายอาวุโสเสียเป็นส่วนใหญ่ ทว่ารัฐธรรมนูญกลับให้ถืออำนาจหน้าที่เท่าๆ กันกับ ส.ว. แบบเลือกตั้ง ทุกประการ เช่นสามารถจะ ถอดถอน ผู้ที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาก็ได้ห้า กระบวนการสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระต่างๆ ยังคงให้อำนาจแก่สถาบันตุลาการ จนดูราวกับว่าประเทศนี้ฝากความหวังของบ้านเมืองทั้งปวงไว้กับองค์กรทั้ง 3 แห่งนี้ ก็คือ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และ ศาลรัฐธรรมนูญ ไปเสียทั้งหมด [องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาแต่ละองค์กรมากบ้างน้อยบ้างตามแต่รัฐธรรมนูญจะกำหนด อย่างเช่น 7 กรรมการสรรหา กกต. เป็นฝ่ายตุลาการถึง 5 คน, 5 กรรมการสรรหา ปปช. เป็นฝ่ายตุลาการถึง 3 คน] ทั้งนี้เราก็ต้องไม่ลืมด้วยว่า อำนาจนั้นย่อมต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ แล้วศาลท่านพร้อมแสดงความรับผิดชอบในทางการเมืองแบบเต็มตัว (ถูกวิพากษ์วิจารณ์/ตรวจสอบได้) อย่างที่คนอื่นๆ มีแล้วหรือยัง ???หก การกำหนดห้ามมิให้ ส.ส./ส.ว./นายกฯ/รมต. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำงานของข้าราชการประจำ เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ไว้ชนิด กำกวม โดยให้ถือว่าเป็น การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ด้วยนั้น ย่อมทำให้ฝ่ายการเมืองอ่อนแอจนอาจถูกฝ่ายราชการครอบงำเช่นในอดีตได้ (บ้างใช้คำเรียกลักษณะทำนองนี้ว่า อำมาตยาธิปไตย) ทั้งๆ ที่ในเชิงความสัมพันธ์ทางอำนาจแล้ว อำนาจทางการเมือง (ที่มาจากเลือกตั้งของประชาชน) ย่อมจักต้อง เหนือ กว่า อำนาจทางการบริหาร (ระบบราชการ) ยึดตามหลัก Civil Supremacy ของอารยประเทศเจ็ด การกำหนดให้การ ยุบพรรคสามารถทำได้ง่ายดายมาก ทั้งๆ ที่ในหลายประเทศการยุบเลิกพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อวิถีทางของพรรคนั้นขัดกับหลักการประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง เช่น เน้นมุ่งการใช้ กำลังรุนแรง ล้มล้างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศฉับพลัน ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศประชาธิปไตยก้าวหน้าจึงเต็มไปด้วยพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์อันหลากหลาย เช่น พรรคกัญชา [Marijuana Party], พรรคคอมมิวนิสต์, พรรคสังคมนิยม, พรรคสีเขียว [Green Party]แปด มาตราสุดท้ายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือเป็นสิ่งตกค้าง อันสุดแสนร้ายกาจ ความหวังที่จะเห็นการรัฐประหารครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายไม่มีทางเกิดจริง เพียงมาตรานี้มาตราเดียวก็ปิดโอกาสตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะผู้ก่อการ ตลอดจนผู้เกี่ยวเนื่องผ่านกระบวนการทางศาลทุกชนิดโดยสิ้นเชิง อย่างเช่นกรณีทุจริตคอรัปชั่นก็ไม่อาจจะดำเนินคดีได้ เนื่องจากมาตรานี้บัญญัติรับรองให้ อะไรๆ ก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งนั้น ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ กรณี เอกสารลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนที่ลงนามโดยอดีตประธาน คมช. ซึ่งต่อมา กกต. เสียงข้างมาก ได้ออกมายืนยันว่า ไม่อาจดำเนินการใดๆ ต่อการกระทำของ คมช. ได้ เพราะถือเป็นการกระทำที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 36 และมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 และมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 แล้วนั่นเอง

อนึ่ง ถึงแม้น ประชาธิปไตยจะไม่ใช่ระบอบที่ดีสมบูรณ์แบบ เพราะทั้งสิ้นเปลืองเวลา เงินทอง ฯลฯ อีกทั้งยังมีความขัดแย้ง / ยุ่งเหยิง / ไร้ระเบียบอันเกิดจากการต่อสู้ในทางต่างๆ อีกมากมาย ทว่าบทเรียนครั้งแล้วครั้งเล่าก็ได้ตอกย้ำให้เราต้องเรียนรู้ / ยอมรับกันว่า นี่ถือเป็นระบอบการปกครองที่เลวร้ายน้อยที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยมีมา

...ฤาสังคมไทย (โดยเฉพาะชนชั้นนำ) จะไม่เอาระบอบประชาธิปไตย ???

 

ณัฐกร วิทิตานนท์

 

ปรับปรุงจากที่เผยแพร่ครั้งแรก (ปี 2551) ใน http://www.prachatai.com/05web/th/home/11765 หรือทาง http://www.pub-law.net/publaw/View.asp?publawIDs=1210

edit @ 19 Dec 2009 23:10:44 by B&B

(1)

แม้ผมจะไม่ใช่คนเชียงรายโดยกำเนิด แต่ผมก็ผูกพันกับเชียงรายมานานหลายปีแล้ว นับแต่เริ่มสอนหนังสือที่ ม.แม่ฟ้าหลวง ในปี 2546 และเมื่อได้รับความไว้ใจให้รับผิดชอบงานด้านประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยก็ยิ่งได้ทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ของจังหวัดเชียงรายใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ ก่อนที่จะมหาวิทยาลัยจะเปิดโอกาสให้ผมได้ศึกษาต่อ และด้วยภาระเช่นนี้นี่เองที่ส่งผลให้ผมต้องใช้จ่ายเวลาอยู่ที่บ้านเกิด จังหวัดเชียงใหม่ มากกว่า

(2)

ช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงถือเป็นครั้งแรกที่ผมได้ติดตามชมเกมการฟาดแข้งของทีมเชียงรายยูไนเต็ดสดๆ แบบเต็มๆ ผ่านทาง http://weahlr.com/liveradio.htm ในเกมสุดระทึกที่พบกับทีมนราธิวาส ซึ่งผู้มาเยือนออกนำถึงสองครั้ง แต่เชียงรายยังไล่เจ๊าได้ 2:2 ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย

ผู้บรรยายเก็บตกรายละเอียดรอบข้างสนามได้อย่างไม่มีที่ติ ทั้งบรรยากาศกองเชียร์ บุคคลสำคัญที่เข้ามาชม การวิจารณ์การแก้เกม ฯลฯ แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ผมได้ชมเพียงจากคลิปสั้นๆ ที่ถูกนำมาเผยแพร่ภายหลังเกมในเว็บไซต์ทางการของสโมสร (http://www.chiangraiunited.com) หรือจากลิงค์ที่ถูกนำมาแปะไว้ใน Social Network ยอดนิยมอย่าง Facebook (http://www.facebook.com/pages/Chiang-Rai-United-FC/73884261880) Twitter (http://twitter.com/crutd) หรือ Hi5 (http://CR-Utd.hi5.com)

แม้นอรรถรสการเชียร์จะเทียบกับการเข้าไปชมถึงในสนามไม่ได้ แต่เกมนัดนี้ก็สนุก ตื่นเต้น และเร้าใจไม่แพ้เกมฟุตบอลลีกในยุโรปที่คนไทยคลั่งไคล้ อีกด้านหนึ่งย่อมสะท้อนให้เห็นถึงพลังของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วยทำให้ข้อจำกัดเรื่อง เวลาและ สถานที่ (Time & Space) แทบจะหมดความหมายลงไปทีเดียว

(3)

จากปริมาณแฟนบอลที่มาชมในสนาม ม.แม่ฟ้าหลวง อันน้อยนิดในช่วงแรกๆ ของการแข่งขันฟุตบอลลีกภูมิภาค "ดิวิชั่น 2" ภาคเหนือ มาเป็นจำนวนหลายพันคนจนล้นสนามกีฬากลางจังหวัดเชียงราย ดังที่เกิดขึ้นในทุกๆ นัด ซึ่งเป็นรอบมินิลีกที่นำเฉพาะทีมแชมป์จากทั้ง 5 ภาค ตัวแทนกลุ่มภาคเหนือ ก็คือ เชียงราย ยูไนเต็ด กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ เลย ซิตี้ กลุ่มภาคกลางและภาคตะวันออก คือ สมุทรปราการ เอฟซี กลุ่มภาคใต้ คือ นราธิวาส เอฟซี และกลุ่มกรุงเทพฯและปริมณฑล ได้แก่ ราชประชา-นนทบุรี มาเตะแบบพบกันหมดเหย้า-เยือน คัดเอา 3 จาก 5 ทีมขึ้นชั้นไปเล่นในศึก "ดิวิชั่น 1" ต่อไป

วัฒนธรรมการเชียร์บอลของชาวเชียงรายวันนี้ (รวมถึงทีมอื่นๆ) สีสัน ลวดลายแทบไม่ต่างจากแฟนคลับของทีมดังๆ ต่างประเทศ เป็นภาษาสากลที่สามารถใช้สื่อสาร ความเป็นเชียงรายสู่การรับรู้ของชาวโลกได้อีกทางหนึ่ง ภายใต้สมญานามที่เรียกกันว่า the orange power

ความสำเร็จของเชียงรายยูไนเต็ดชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลงานในสนาม หรือความนิยมของแฟนบอล ถือว่าเป็นไปอย่างก้าวกระโดดในช่วงระยะเวลาอันสั้น ทั้งๆ ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2552 นี้นี่เอง พร้อมๆ กับสถิติสวยหรู แข่ง 20 นัด ชนะ 17 เสมอ 3 ได้ 62 เสีย 16 รวม 54 คะแนน คว้าแชมป์กลุ่มภาคเหนืออย่างง่ายดาย ที่สำคัญคือยังสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นเลยจนถึงบัดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในบ้านหรือนอกบ้านก็ตาม จากทีมที่เข้าร่วมทั้งหมด 11 จังหวัด ได้แก่ 1.เชียงราย 2.พิจิตร 3.ชัยนาท 4.อุตรดิตถ์ 5.เพชรบูรณ์ 6.พิษณุโลก 7.สุโขทัย 8.กำแพงเพชร 9.เชียงใหม่ 10.แพร่ 11.ตาก (เรียงตามลำดับในตารางคะแนน)

หากใช้ทฤษฎีทางการบริหารแบบพื้นๆ มาจับ จะเห็นได้ชัดเจนว่าความสำเร็จของเชียงรายยูไนเต็ดมาจากส่วนผสมของ 4M ที่ลงตัว คือ (1) Man (2) Money (3) Material (4) Management

M ตัวแรก คือ บุคลากร ด้วยวิสัยทัศน์ของประธานสโมสรอย่าง คุณมิตติ ติยะไพรัช นำมาซึ่งการวางระบบจัดการที่ดีให้แก่สโมสร กอปรกับได้โค้ชที่ชื่อ โค้ชวัง ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล อดีตนักเตะทีมชาติชุดอันดับ 4 กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพมาคุมทีมให้ (ก่อนหน้านี้ในรอบคัดเลือกใช้ โค้ชปอนด์ สฤษดิ์ วุฒิช่วย และตามมาด้วย โค้ชตุ๋ย ถาวร สุริยะผล) ผนวกกับนักเตะฝีเท้าดี ทั้งที่มากประสบการณ์จากการเล่นระดับสูงมาก่อน ประกอบกับนักเตะสายเลือดคนเชียงรายเอง (4-5 คน) เช่น เบิร์ด วัชรากร ไกลถิ่น ดาวยิงหมายเลข 7 ขวัญใจแฟนบอลชาวเชียงราย ส่งผลให้ศักยภาพทีมเชียงรายยูไนเต็ด ณ เวลานี้ไม่เป็นรองทีมใดนัก นอกเหนือจากมีสไตล์การเล่นอย่างสนุกเน้นบุกแล้ว

M ตัวที่สอง เป็นเรื่องของ งบประมาณ ซึ่งผู้บริหารเน้นทุ่มใช้ในการจ้างนักฟุตบอลฝีเท้าคุณภาพมาร่วมทีมเป็นหลัก บางคนมีดีกรีเป็นถึงอดีตทีมชาติ หลายคนเคยผ่านการเล่นในระดับดิวิชั่น 1 หรือไทยพรีเมียร์ลีกมาแล้ว ว่ากันว่านักเตะบางคนได้รับค่าตอบแทนสูงเฉียดๆ หลักแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว โดยได้งบจากผู้สนับสนุนภายในจังหวัดมาช่วยเหลือในการสร้างทีมเป็นส่วนใหญ่ (ปัจจุบันมีน้ำดื่มตราสิงห์เป็นสปอนเซอร์คาดอก)

M ตัวที่สาม ทรัพยากร นั่นคือการมีสนามขนาดใหญ่ (สนามกีฬา ม.แม่ฟ้าหลวง ความจุประมาณ 3,500 คน) สวยงาม และได้มาตรฐานมารองรับเกมในบ้าน นอกเหนือจากการสร้างที่พักและศูนย์ฝึกซ้อมของสโมสรครบวงจร (แค้มป์เก็บตัวแห่งนี้ ตั้งอยู่ใกล้ๆ สนามบินเชียงราย) ตลอดจนช็อปขายของที่ระลึกอย่างเป็นทางการของสโมสร เช่น เสื้อแข่ง เสื้อยืด ผ้าพันคอ ฯลฯ (ร้านธิดาสปอร์ต อ.แม่จัน)

M ตัวสุดท้าย ได้แก่ การจัดการ แบบมืออาชีพ เดินตามรอยต้นแบบสโมสรยักษ์ใหญ่ระดับชาติ อย่างเช่น เมืองทองหนองจอกยูไนเต็ด (แชมป์ TPL) หรือ ชลบุรีเอฟซี (รองแชมป์ TPL) ทั้งเรื่องของการวางรากฐานโดยสร้างทีมจากนักเตะรุ่นเยาวชน พัฒนารูปแบบการเล่นให้เร้าใจ ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพชีวิตของนักเตะ ตราสัญลักษณ์มีความโดดเด่นขายได้ (รูปกว่างโซ้งถือตุงไชย) จัดหาแหล่งรายได้จากช่องทางต่างๆ (ผู้สนับสนุนหลัก, ค่าเข้าชม, ขายสินค้าที่ระลึก ฯลฯ) สร้างกระแสในหมู่แฟนคลับผ่านเครื่องมือสื่อสารอันทันสมัย เปิดโอกาสให้ชาวเชียงรายได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของทีมในบางเรื่อง เป็นอาทิ  

(4)

...โดยนำร่องเริ่มต้นจากพื้นฐานท้องถิ่นนิยม...ข้างต้นคือคำพูดของประธานสโมสรหนุ่มไฟแรงที่ปรากฏในเว็บไซต์ของสโมสร ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะแฟนบอลที่เกิดหรืออยู่ในพื้นที่นั้น เป็นแฟนบอลที่มีความศรัทธาเหนียวแน่น พร้อมเจ็บปวดไปกับทีมได้ทุกเมื่อ แตกต่างจากแฟนบอลนอกพื้นที่ ซึ่งความนิยมชื่นชอบแปรผันไปตามผลงานในสนามของทีม เหมือนลมพัดมาแล้วก็ผ่านไป ทีมยิ่งใหญ่ของโลกที่ยืนหยัดมาถึงทุกวันนี้ได้ ทั้งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ลิเวอร์พูล บาร์เซโลนา รีลมาดริด ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เริ่มต้นมาจากการสนับสนุนของชนชั้นแรงงานภายในท้องถิ่นของตนเองก่อนทั้งสิ้น เริ่มจากจุดเล็กๆ กว่าจะเป็นที่นิยมแพร่หลายตกเป็นเป้าสนใจของผู้คนครึ่งค่อนโลกอย่างทุกวันนี้

แน่นอนที่สุด แฟนบอลเป็นกำลังสำคัญของทีมอย่างมิต้องสงสัย คนท้องถิ่นมีเป้าหมายเพื่อมาเชียร์ทีมด้วยใจรัก ฟื้นฟูความรู้สึกดีๆ และสายสัมพันธ์ของชุมชน เป็นการใช้เวลาว่างเล็กน้อยในช่วงเสาร์อาทิตย์ในสนามกีฬา สิ่งที่ผมเห็นบนจอคอมพิวเตอร์วันนั้นก็ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ดี ท้องถิ่นนิยม (Localism) นั้น หมายถึงพันธะผูกพันทางอารมณ์ที่มนุษย์ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับกลุ่มมีต่อถิ่นที่อยู่อาศัย ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ประเพณี สัญลักษณ์และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมต่างๆ ของตนเอง ซึ่งหาใช่มีความหมายเพียงหน่วยในการตั้งถิ่นฐานตามเขตการปกครองเท่านั้น

กระบวนการท้องถิ่นนิยมที่เกิดขึ้นและกำลังเคลื่อนไหวในปัจจุบันพบได้ในหลากหลายแง่มุมด้วยกัน บ้างใช้เพื่อเรียกร้องการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บ้างรณรงค์ให้ชุมชนหันมาอนุรักษ์หวงแหนวัฒนธรรมพื้นถิ่น (ภาษา, การแต่งกาย, ขนบธรรมเนียมปฏิบัติ, สถาปัตยกรรมท้องถิ่น ฯลฯ) หรือการที่พรรคการเมืองบางพรรคนักการเมืองบางคนเอามาเป็นประเด็นสำคัญในการหาเสียง แม้กระทั่งในเกมกีฬาก็ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด ซึ่งบางสโมสรชั้นนำของต่างประเทศไปไกลถึงขั้นสามารถพึ่งตนเองและบริหารจัดการโดยสมาชิกรายย่อยในระดับท้องถิ่นล้วนๆ

ความเป็น คนบ้านเดียวกัน ความเป็น คนเจียงฮาย ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในท้องถิ่นเช่นนี้นี่เองที่อยู่ข้างหลังสถิติไร้พ่ายอันสุดหรูของเชียงรายยูไนเต็ดที่ใครหลายคนมองข้ามไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปาฏิหาริย์ที่มาทันเวลาพอดิบพอดีในนัดล่าสุด

หากเป็นไปได้ ผมอยากจะเข้าไปมีประสบการณ์ (จริงๆ) ร่วมกับผองเพื่อนชาว พลังสีส้ม ด้วยตัวเองสักครั้ง ก่อนที่การแข่งขันฤดูกาลหน้าในระดับดิวิชั่น 1 (เพื่อคัดเอา 3 ทีมก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุดของประเทศ) จะดำเนินมาถึงในอีกไม่ช้า. 

ณัฐกร วิทิตานนท์ 

edit @ 17 Dec 2009 19:16:30 by B&B