2007

คอร์สภาษาอังกฤษเริ่มขึ้นในตอนเย็นเหมือนทุกๆ วัน Travis ครูฝรั่งพูดไทยได้เล็กน้อยรับหน้าที่สอน เด็กไทย ที่พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย แบบฝึกหัดสำหรับวันนี้กำหนดให้ตอบคำถามเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว ครูฝรั่งเดินตรวจความถูกต้องของคำตอบ ก่อนจะย้อนถามกลับอีกหลายครั้งเมื่อเห็นคำตอบเกี่ยวกับอาชีพที่ทำอยู่ ว่า Are u really a police???  Yes, I am a police.  กัดฟันตอบกลับไป เพราะเริ่มไขว้เขวเล็กน้อยว่าตกลงเราเป็นตำรวจหรือไม่  เมื่อยืนยันจนเกิดความน่าเชื่อถือระดับหนึ่งแล้ว ครูฝรั่งท่าทางเรียบร้อย ก็พรั่งพรูความรู้สึกในใจออกมาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จับใจความอย่างกระท่อนกระแท่นได้ว่า ”ตำรวจจะทำอะไรได้บ้างกับมีการเผาขยะ และเศษใบไม้ บริเวณใกล้ ๆ บ้านของครูฝรั่ง ซึ่งคู่กรณีจะจัดแจงเผาหญ้าเพื่อไล่ยุงให้ม้า ทุกๆ วันในตอนเย็น ยิ่งไปกว่านั้นบางครั้งบางคน ถึงขั้นเอาพลาสติกมาเผารวมด้วย เมื่อครูฝรั่งผู้นี้ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ หรือวิ่งออกกำลังกายซึ่งต้องหายใจเอาอากาศเข้าร่างกายมากกว่าปกติ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะสูดเอาควันพิษพวกนี้เข้าร่างกายไป และทุกๆ ครั้งที่มีการเผา ครูจะเอาเอกสารที่ได้สำเนาเก็บไว้หลายร้อยชุด ไปยื่นให้คนที่กำลังเผาเศษขยะ ทุกครั้งที่ทำเช่นนี้ครูรู้สึกได้ถึงความไม่เป็นมิตร และกลิ่นอายของความไม่สบอารมณ์อยู่เนืองๆ เอกสารที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติเมื่อมลพิษทางอากาศอยู่ในระดับสูง และผลกระทบจากฝุ่นควันต่อร่างกาย”  ไม่รู้ว่าเอกสารที่ครูยื่นให้กลายเป็นเชื้อเพลิงด้วยหรือไม่ เพราะทุกๆ วันยังคงมีกลุ่มควันลอยฟุ้งตรงตามเวลา  ครูฝรั่งยังเล่าต่ออีกว่า “ผมมีเพื่อนเป็นมะเร็งปอดเสียชีวิต และ ผมไม่อยากเป็นมะเร็ง การเผามันทำลายทุกสิ่ง มันทำลายสมดุลธรรมชาติ  ต้นปีหน้าผมจะไปอยู่ใต้หวัน ถ้าหน้าฝนมาถึง ผมจะกลับมาเชียงใหม่อีกครั้ง” โชคดีที่ครูมีทางเลือกที่จะหนีไปได้ แต่กลับคนอีกมากไม่มีโอกาสนี้

ระหว่างนี้ผู้เขียนรับฟังอย่างเข้าอกและเข้าใจ ถึงความตระหนักในปัญหาที่ก่อเกิดจากการเผาโดยไร้ซึ่งความเข้าใจ  ความใส่ใจ  ปราศจากความร่วมมือจากคนอื่นๆ ราวกับต้องต่อสู้กับพฤติกรรมเช่นนี้อยู่เพียงลำพัง  ครูฝรั่งกล่าวอีกว่า “ผมรู้จักข้าราชการคนหนึ่งซึ่งท่าทางเป็นคนดีมาก ถูกจับข้อหาค้ายาต้องติดคุก 20 ปี แต่ทำไมกับคนที่เผาขยะ หรือเศษใบไม้ ซึ่งทำอันตรายกับคนจำนวนมากเช่นกัน กลับไม่ได้รับโทษใดๆ”  ความคับข้องใจครั้งนี้จบลงเมื่อครูฝรั่งต้องกลับเข้าสู่บทเรียนตามหนังสืออีกครั้ง

บทสนทนานอกเนื้อหา ระหว่างครูกับลูกศิษย์ในวันนี้ ก่อความรู้สึกสะท้อนใจไม่น้อย กับปัญหาที่คนส่วนใหญ่มองดูเล็กน้อย ทว่าในสายตาของคนกลุ่มน้อย กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ก่อผลกระทบร้ายแรง  ปัญหาควันซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหมอกควันยามเช้า อันแสนโรแมนติกในฤดูหนาว หากแต่เป็นควันพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ ไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้ ใบหญ้า ขยะ ควันจากโรงงาน เรื่อยไปถึงควันจากร้านหมูกระทะที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ผสมกับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ลอยคละคลุ้งในอากาศ ความเจ็บป่วยที่ไม่แสดงออกทันตาเห็น ทำให้ภัยใกล้ตัวนี้ไม่ได้รับความสนใจ  การรณรงค์จากหน่วยงานรัฐ ตื่นตัวทุกครั้งที่หมอกควันบดบังแสงอาทิตย์ และดอยสุเทพจนมองไม่เห็น ฝนหลวงพระเอกขี่ม้าขาว นางแมวใจดีขอฝนให้ตกลงมาได้ ก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ  ทั้งที่แท้จริงแล้วด้วยกฎหมายหลายฉบับไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 หรือกฎหมายอาญา ล้วนมีมาตราที่กำหนดโทษแก่ผู้ก่อมลพิษ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะบังคับใช้ เพื่อลงโทษผู้กระทำผิด อย่างต่อเนื่อง จริงใจ

ปีใหม่กำลังจะมาถึงอีกครั้ง หวังว่าปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นคงจะไม่ทำให้คนเชียงใหม่ชาชิน และปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วทำได้เพียงนั่งหายใจ สูดอากาศพิษเข้าไปเพิ่มภาระให้ปอด พร้อมคอยหลบหน้าอย่างอายๆ เพราะฝรั่งต่างชาติออกอาการกระตือรือร้นกว่าคนเจ้าของพื้นที่ซะอีก

รัฐนันท์  โสภโณดร

edit @ 31 Jan 2008 19:29:44 by B&B

ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ อากาศกำลังเย็นสบาย หลายคนคิดถึงการพักผ่อนไปเที่ยว นักเรียนนักศึกษาปิดเทอม ว่างเว้นจากการเรียนเคร่งเครียด บรรยากาศค่อนข้างผ่อนคลาย เนิบช้า ตรงกันข้ามกับวงจรชีวิตในระบบราชการ ซึ่งช่วงนี้ของทุกปีจะมีความเคลื่อนไหวคึกคักที่สุดก็ว่าได้

เนื่องด้วยสาเหตุอย่างน้อย 2 ประการด้วยกัน คือ หนึ่ง เป็นช่วงปลายปีงบประมาณ และ สอง ช่วงนี้จะมีการแต่งตั้งโยกย้ายขนานใหญ่ โดยเฉพาะตำแหน่งระดับบริหาร

เหตุแรกที่ช่วงท้ายปีงบประมาณมีผลต่อความคึกคักของข้าราชการ คือ เงินงบประมาณยังเหลือเท่าไหร่ ควรเร่งใช้ให้หมดให้ทัน เช่น หากหน่วยไหนมีเหลือพอ อาจจัดทริปไปศึกษาดูงานต่างประเทศ หรือ จัดงานประชุมสัมมนาต่างจังหวัด บ้างถึงขนาดเปิดโอกาสให้พาคนในครอบครัวร่วมเดินทางไปได้ด้วย

สำหรับเหตุผลข้อหลังที่ทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีของข้าราชการเป็นไปอย่างความคึกคักนั้น ก็ด้วยบรรดา นักวิ่งทั้งหลาย ใช้เวลานี้เป็นโค้งสุดท้ายในการสปีดตัวเองเพื่อก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น หรืออาจขอเพียงแค่ได้ย้ายไปอยู่ที่ๆ เจริญหูเจริญตากว่าเดิม นักวิ่งขาแข็งที่ฝึกวิ่งมานานครั้งยังเด็ก ตั้งแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ฝากให้เข้าเรียน จนถึงฝากงานให้ ย่อมได้เปรียบกว่าใครเพื่อน

แต่ที่แน่ๆ ทุกครั้งซึ่งมีการแต่งตั้งโยกย้ายในระบบราชการ ไม่ว่าจะหน่วยงานใดก็ตาม ย่อมส่งผลต่อองค์กรนั้นๆ ยากจะหลีกเลี่ยง ทั้งการเลี้ยงส่ง-เลี้ยงรับที่กินเวลาร่วมเดือน เมื่องานเลี้ยงเลิกรา ผู้น้อยก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับนายคนใหม่ สไตล์การทำงาน ความสนใจ ความชอบ อาหารการกิน งานอดิเรก ต้องศึกษาเอาไว้เป็นข้อมูล เพื่อที่หลายคนจะได้เอาอกเอาใจได้ถูก ส่วนตัวเจ้านายระดับบริหารเอง เมื่อย้ายมาทำงานที่ใหม่ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกับการเรียนรู้สภาพขององค์กร บุคลากร สภาพท้องที่ และอื่นๆเรื่อยไปจนถึงความพยายามปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ยของสถานที่เสียใหม่ กว่าจะจัดวางของในห้องทำงานลงตัวก็ใช้เวลาร่วมสองสามเดือนเข้าให้ และไม่ทันจะได้ทำอะไรเท่าใดนัก ก็ต้องเตรียมตัวเข้าสู่ฤดูกาลโยกย้ายครั้งใหม่อีกแล้ว

ปัญหาข้างต้น ถือเป็นหนึ่งในความล้มเหลวของรัฐไทย ซึ่งเน้นการรวมศูนย์อำนาจมากเหลือเกิน เมื่อส่วนกลางยังคงผูกขาดระบบการแต่งตั้งแบบเบ็ดเสร็จเอาไว้อย่างเหนียวแน่นทุกระดับ อีกทั้งเหตุและผลตามธรรมชาติของระบบราชการ ด้านหลัก มักเป็นไปในลักษณะ “ต่างตอบแทน” คือ หากข้าราชการคนใดตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลอย่างแข็งขัน (ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะได้อำนาจมาด้วยการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งจากใครก็ตามแต่) ข้าราชการเหล่านั้น มักจะได้ดีตามๆ กัน แต่ตรงกันข้าม หากข้าราชการรายใดแข็งขืนต่อการปฏิบัติตามนโยบาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนโยบายในทางลับ) ก็มีอันต้องไปที่ชอบที่ชอบ เข้าข่ายเป็นการ ล้างบาง สลับให้วุ่นได้เท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นการดี ส่วนจะทำงานเป็น-ไม่เป็น / ดี-ไม่ดี ไม่สำคัญๆ แต่ว่าคุณเป็นพวกใครต่างหาก แน่ละ ผลกระทบจากการแต่งตั้งโยกย้ายตามแบบไทยๆ เช่นนี้ ย่อมตกอยู่กับประชาชนคนพื้นที่อย่างชัดเจน

เนื่องจาก หนึ่ง การที่ข้าราชการย้ายบ่อยๆ ส่งผลให้การทำงานขาดความต่อเนื่อง เพราะผู้ที่มาใหม่มักมีความเห็นแตกต่างจากผู้ที่จากไปเสมอ ผู้บริหารที่เหลืออายุราชการมากหน่อยก็หวังจะเติบโตก้าวหน้า (อยู่เพื่อที่จะไปในเร็ววัน) ส่วนผู้ที่เหลือเวลาน้อยก็มักหมดไฟทุ่มเททำงาน (แต่ต้องการอยู่อย่างนี้ตลอดไป) สอง การที่ผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ มาจากต่างถิ่น หรือไม่ใช่คนที่อาศัยในพื้นที่รับผิดชอบมายาวนานเพียงพอ ส่งผลให้ท้องถิ่นถูกเหลียวแล ผู้บริหารเหล่านี้ขาดความจริงใจในการแก้ไข / เยียวยาปัญหา แน่นอนว่าความเข้าใจสภาพปัญหา / ความต้องการของท้องถิ่นถ่องแท้ ย่อมมีน้อยนิด ผลงานอันโดดเด่นเข้าตาของข้าราชการส่วนกลางเท่าที่มีให้เห็น จึงแสดงออกมาในเชิงพิธีกรรม / พิธีการ เช่น เปิดป้าย เปิดร้าน เป็นประธานงานแต่ง งานศพ ร่วมเดินนำหน้าขบวนในเทศกาลสำคัญๆ ฯลฯ เป็นส่วนใหญ่ ตลอดจนปัญหาที่ถูกหยิบยกมาแก้ไขเยียวยา คือ ปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วน เพื่อหวัง เอาใจผู้มีบารมีขณะนั้นแทบทั้งสิ้น

บางท่านที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ อาจสงสัยว่าเรื่องที่ใครๆ ก็รู้กันทั่วอย่างนี้ เอามาเขียนเล่าให้ฟังทำไม สำคัญแค่ไหน กระซิบบอกเป็นการภายในไว้ตรงนี้เลยว่า เมื่อวานแถวๆ ที่ผู้เขียนนั่งทำงานอยู่ เค้าก็กำลังโยก (เก้าอี้) ย้าย (โต๊ะ) ยก (ตู้) ส่งเสียงดังโครมครามกันอีกคำรบ...

 

รัฐนันท์ โสภโณดร

ทุกครั้งที่ภาพถ่ายอดีตของเมืองเชียงใหม่ ถูกนำมาแสดงตามสถานที่ต่างๆ สายตาที่จับจ้องมองภาพเหล่านั้น มักจะมาหยุดที่ชื่อ บุญเสริม สาตราภัย เสียเป็นส่วนใหญ่ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการตามหาบุคคลผู้ซึ่งรวบรวมประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ผ่านภาพถ่ายที่เล่าเรื่องราวความเป็นมาของเมืองเชียงใหม่ไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ และในฐานะที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ บุญเสริม สาตราภัยจึงกลายเป็นต้นแบบของผู้เขียนในการถ่ายภาพอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อร่วมบันทึกความเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหม่

หลังจากชื่อ บุญเสริม สาตราภัย ปรากฏให้เห็นบ่อยมากขึ้น วิธีการค้นหาข้อมูลที่ต้องการรู้ในยุคสมัยนี้ หนีไม่พ้นการใช้ google เพื่อค้นหาข้อมูลว่า เขาคนนี้เป็นใคร ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เมื่อลองพิมพ์คำว่า บุญเสริม สาตราภัย และคลิกค้นหา  ไม่น่าเชื่อว่าผลการค้นหา ปรากฏคำนี้ขึ้นมามากกว่าหนึ่งพันข้อมูล นี่เองยิ่งสร้างความสนใจใคร่รู้ในตัวบุคคลผู้นี้มากยิ่งขึ้น

ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตระบุว่า คุณบุญเสริม สาตราภัย หรือลุงบุญเสริม เกิดเมื่อ พ.ศ. 2471 ปัจจุบันอายุ 79 ปี เป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิด เป็นบุตรของพระอาจโทรการ (เฮือน สาตราภัย) นายไปรษณีย์คนแรกของเชียงใหม่ และนางคำใฝ สาตราภัย เริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เมื่อจบชั้นประถมศึกษาแล้วไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จนกระทั่งจบการศึกษาแล้วจึงได้ไปทำงานที่โรงพยาบาลโอเวอร์บรุค จังหวัดเชียงราย ลุงบุญเสริมเริ่มจับกล้องเก็บภาพเพื่อถ่ายภาพให้พี่เขยในพื้นที่ต่างๆ ทั่วภาคเหนือ หลังจากนั้น จึงทำงานเป็นช่างภาพประจำให้หนังสือพิมพ์คนเมือง อาชีพนี้เองที่ทำให้ลุงบุญเสริมได้บันทึกภาพประวัติศาสตร์สำคัญของล้านนา เช่น ถ่ายภาพและถ่ายภาพยนตร์ในการเสด็จฯ ล้านนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ่ายภาพการเคลื่อนย้ายกองพล 93 ของจีนคณะชาติซึ่งถูกกองทัพของจีนแดงโจมตี ถ่ายภาพการบุกทลายโรงงานฝิ่นเถื่อนของจีนฮ่อบนดอยปุย และผลงานที่สำคัญคือ ภาพการสำรวจชีวิตชนเผ่าตองเหลืองในพื้นที่จังหวัดน่าน จนกลายเป็นสารคดีที่ชนะเลิศการประกวดของมูลนิธิวิชาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ความชื่นชอบที่สะสมพอกพูนมากขึ้น ยังคงทำได้แต่เพียงชื่นชมผ่านสื่ออิเลคทรอนิกส์ และงานแสดงภาพในอดีตตามสถานที่ต่างๆ ที่ไม่สามารถขาดผลงานของลุงบุญเสริมไปได้เลย เช่นทุกครั้ง เมื่อเห็นนิทรรศการภาพถ่ายก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปชมอย่างเช่นเคย คราวนี้ภาพที่โชว์เป็นภาพทั่วๆ ไปของอดีตเมืองเชียงใหม่ ทั้งวัดวาอาราม ผู้คน สถานที่ต่างๆ แถมด้วยภาพของชายหนุ่มถือกล้องโพสต์ท่า รูปนี้ยืนยันชัดเจนว่าลุงบุญเสริมเคยผ่านความเป็นหนุ่มหน้ามนมาก่อน ภาพทั้งหมดล้วนเป็นภาพถ่ายฝีมือของลุงบุญเสริม กวาดตามองรอบๆ เห็นหนังสือตั้งอยู่บนโต๊ะ ชื่อหนังสือ ล้านนา...เมื่อตะวาของสำนักพิมพ์ บุ๊คเวิร์ม พลับบลิชชิ่ง โดย บุญเสริม สาตราภัย พลิกดูเนื้อหาภายใน ปรากฏรูปภาพเก่าของเชียงใหม่บรรจุอยู่เป็นจำนวนมาก พร้อมคำบรรยายประกอบภาพ ด้วยความหนา 205 หน้า ในราคา 299 บาท เปิดดูปกด้านใน มีลายเซ็นด้วยปากกาหมึกสีน้ำเงิน ชื่อ บุญเสริม สาตราภัย ผู้เขียนไม่ลังเลเลยที่จะควักเงินซื้อหนังสือภาพดีดีเล่มนี้เก็บไว้

แม้ไม่มีสารบัญบ่งบอกให้ชัดเจนว่าเนื้อหาหรือรูปภาพภายในเล่มเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง แต่สามารถประมวลคร่าวๆ ได้ว่า รูปภาพส่วนใหญ่ในหนังสือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ ไมว่าจะเป็นแม่น้ำปิงที่ดูมีชีวิตชีวา เมื่อคราวที่ถูกใช้เป็นเส้นทางคมนาคมหลัก อาคารและสถานที่สำคัญ เช่น พระตำหนักบนดอยสุเทพ คุ้มเจ้า โบสถ์ โรงพยาบาล โรงเรียน สถานีตำรวจ ไปรษณีย์ สถานีรถไฟ สะพานที่ถูกก่อสร้างขึ้นใหม่ ก็ได้ถูกบันทึกภาพไว้เช่นกัน ภาพเหล่านี้บ่งบอกว่าไม่ใช่เพียงอาการเห่อกล้องใหม่ที่คนน้อยนักในยุคนั้นจะได้สัมผัส แต่ต้องเป็นความรักและทุ่มเทให้กับการถ่ายภาพอย่างมาก ภาพประกอบบางภาพในหนังสือ แม้ลุงบุญเสริมไม่ได้ถ่ายมาด้วยตนเอง แต่เป็นภาพที่ได้สะสมมานาน ลุงบุญเสริมก็ได้นำมาประกอบ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ของเรื่องราวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

หนังสือภาพฝีมือช่างกล้องอาวุโสเล่มเล็กๆ นี้ ช่วยรวบรวมประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี เพราะรูปถ่ายของลุงบุญเสริมได้ทำให้ภาพเลือนรางของการดำรงชีวิตของผู้คนในอดีตมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

ในวันนั้น เมื่อได้หนังสือมาครอบครองแล้ว ก่อนกลับเดินวนดูรูปที่จัดนิทรรศการอีกครั้ง พบผู้ชายสูงวัยหน้าตาคุ้นเคยยืนอยู่ ลุงบุญเสริมยืนดูผู้คนที่เข้ามาชื่นชมผลงานของตัวเองอยู่เงียบๆ ผู้เขียนไม่ลังเลที่จะยกมือขึ้นไหว้สวัสดี พร้อมกล่าวชื่นชมผลงานซึ่งคงเป็นประโยคที่ลุงบุญเสริมเคยได้ยินมาจากคนอีกเป็นจำนวนมาก ยืนชื่นชมลุงบุญเสริมอยู่ได้ไม่นานก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงหนังสือภาพเล่มใหม่ ซึ่งลุงบุญเสริมบอกว่ายังมีภาพอีกมากที่ต้องใช้เวลาในการรวบรวม เรียบเรียง ผู้เขียนได้แต่คาดหวังและรอคอยหนังสือเล่มต่อๆ มา เพื่อให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้ซึมซับอดีตที่ลุงบุญเสริม ชายผู้บันทึกประวัติศาสตร์ได้เก็บรวบรวมไว้

รัฐนันท์ โสภโณดร