"ผมไม่อยากเป็นมะเร็ง," [เชียงใหม่ปริทัศน์ ฉบับที่ 93 ธันวาคม 2550]
posted on 31 Jan 2008 19:25 by 13ank in 2007คอร์สภาษาอังกฤษเริ่มขึ้นในตอนเย็นเหมือนทุกๆ วัน Travis ครูฝรั่งพูดไทยได้เล็กน้อยรับหน้าที่สอน เด็กไทย ที่พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย แบบฝึกหัดสำหรับวันนี้กำหนดให้ตอบคำถามเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว ครูฝรั่งเดินตรวจความถูกต้องของคำตอบ ก่อนจะย้อนถามกลับอีกหลายครั้งเมื่อเห็นคำตอบเกี่ยวกับอาชีพที่ทำอยู่ ว่า Are u really a police??? Yes, I am a police. กัดฟันตอบกลับไป เพราะเริ่มไขว้เขวเล็กน้อยว่าตกลงเราเป็นตำรวจหรือไม่ เมื่อยืนยันจนเกิดความน่าเชื่อถือระดับหนึ่งแล้ว ครูฝรั่งท่าทางเรียบร้อย ก็พรั่งพรูความรู้สึกในใจออกมาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จับใจความอย่างกระท่อนกระแท่นได้ว่า ”ตำรวจจะทำอะไรได้บ้างกับมีการเผาขยะ และเศษใบไม้ บริเวณใกล้ ๆ บ้านของครูฝรั่ง ซึ่งคู่กรณีจะจัดแจงเผาหญ้าเพื่อไล่ยุงให้ม้า ทุกๆ วันในตอนเย็น ยิ่งไปกว่านั้นบางครั้งบางคน ถึงขั้นเอาพลาสติกมาเผารวมด้วย เมื่อครูฝรั่งผู้นี้ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ หรือวิ่งออกกำลังกายซึ่งต้องหายใจเอาอากาศเข้าร่างกายมากกว่าปกติ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะสูดเอาควันพิษพวกนี้เข้าร่างกายไป และทุกๆ ครั้งที่มีการเผา ครูจะเอาเอกสารที่ได้สำเนาเก็บไว้หลายร้อยชุด ไปยื่นให้คนที่กำลังเผาเศษขยะ ทุกครั้งที่ทำเช่นนี้ครูรู้สึกได้ถึงความไม่เป็นมิตร และกลิ่นอายของความไม่สบอารมณ์อยู่เนืองๆ เอกสารที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติเมื่อมลพิษทางอากาศอยู่ในระดับสูง และผลกระทบจากฝุ่นควันต่อร่างกาย” ไม่รู้ว่าเอกสารที่ครูยื่นให้กลายเป็นเชื้อเพลิงด้วยหรือไม่ เพราะทุกๆ วันยังคงมีกลุ่มควันลอยฟุ้งตรงตามเวลา ครูฝรั่งยังเล่าต่ออีกว่า “ผมมีเพื่อนเป็นมะเร็งปอดเสียชีวิต และ ผมไม่อยากเป็นมะเร็ง การเผามันทำลายทุกสิ่ง มันทำลายสมดุลธรรมชาติ ต้นปีหน้าผมจะไปอยู่ใต้หวัน ถ้าหน้าฝนมาถึง ผมจะกลับมาเชียงใหม่อีกครั้ง” โชคดีที่ครูมีทางเลือกที่จะหนีไปได้ แต่กลับคนอีกมากไม่มีโอกาสนี้
ระหว่างนี้ผู้เขียนรับฟังอย่างเข้าอกและเข้าใจ ถึงความตระหนักในปัญหาที่ก่อเกิดจากการเผาโดยไร้ซึ่งความเข้าใจ ความใส่ใจ ปราศจากความร่วมมือจากคนอื่นๆ ราวกับต้องต่อสู้กับพฤติกรรมเช่นนี้อยู่เพียงลำพัง ครูฝรั่งกล่าวอีกว่า “ผมรู้จักข้าราชการคนหนึ่งซึ่งท่าทางเป็นคนดีมาก ถูกจับข้อหาค้ายาต้องติดคุก 20 ปี แต่ทำไมกับคนที่เผาขยะ หรือเศษใบไม้ ซึ่งทำอันตรายกับคนจำนวนมากเช่นกัน กลับไม่ได้รับโทษใดๆ” ความคับข้องใจครั้งนี้จบลงเมื่อครูฝรั่งต้องกลับเข้าสู่บทเรียนตามหนังสืออีกครั้ง
บทสนทนานอกเนื้อหา ระหว่างครูกับลูกศิษย์ในวันนี้ ก่อความรู้สึกสะท้อนใจไม่น้อย กับปัญหาที่คนส่วนใหญ่มองดูเล็กน้อย ทว่าในสายตาของคนกลุ่มน้อย กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ก่อผลกระทบร้ายแรง ปัญหาควันซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหมอกควันยามเช้า อันแสนโรแมนติกในฤดูหนาว หากแต่เป็นควันพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ ไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้ ใบหญ้า ขยะ ควันจากโรงงาน เรื่อยไปถึงควันจากร้านหมูกระทะที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ผสมกับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ลอยคละคลุ้งในอากาศ ความเจ็บป่วยที่ไม่แสดงออกทันตาเห็น ทำให้ภัยใกล้ตัวนี้ไม่ได้รับความสนใจ การรณรงค์จากหน่วยงานรัฐ ตื่นตัวทุกครั้งที่หมอกควันบดบังแสงอาทิตย์ และดอยสุเทพจนมองไม่เห็น ฝนหลวงพระเอกขี่ม้าขาว นางแมวใจดีขอฝนให้ตกลงมาได้ ก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ ทั้งที่แท้จริงแล้วด้วยกฎหมายหลายฉบับไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 หรือกฎหมายอาญา ล้วนมีมาตราที่กำหนดโทษแก่ผู้ก่อมลพิษ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะบังคับใช้ เพื่อลงโทษผู้กระทำผิด อย่างต่อเนื่อง จริงใจ
ปีใหม่กำลังจะมาถึงอีกครั้ง หวังว่าปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นคงจะไม่ทำให้คนเชียงใหม่ชาชิน และปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วทำได้เพียงนั่งหายใจ สูดอากาศพิษเข้าไปเพิ่มภาระให้ปอด พร้อมคอยหลบหน้าอย่างอายๆ เพราะฝรั่งต่างชาติออกอาการกระตือรือร้นกว่าคนเจ้าของพื้นที่ซะอีก
รัฐนันท์ โสภโณดร
edit @ 31 Jan 2008 19:29:44 by B&B