หลายเดือนมานี้ กระแสความสนใจของคนไทยถูกกำหนดให้วนเวียนอยู่แต่กับข่าวการเมืองเป็นเรื่องหลัก ถึงแม้หลายคนจะพยายามไม่ใส่ใจ แต่ก็ยากที่จะหลุดรอดไปจากความรับรู้ได้ ยิ่งการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ในระยะหลังเข้มข้นขึ้นมาเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ดูแล้วเกิดความไม่สบายใจมากขึ้นเท่านั้น เพราะเกรงว่าจะนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดอย่างในอดีตเช่นเหตุการณ์ 14 ตุลา16, 6 ตุลา19 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ35 ทว่า เอาเข้าจริงแล้ว ไม่มีอะไรเลย หากเราเข้าใจความจริงอะไรบางอย่างของสถานการณ์ปัจจุบันอย่างถ่องแท้ (เพราะผมก็เป็นคนหนึ่งซึ่งได้ออกมาร่วมชุมนุมขับไล่ พลเอกสุจินดา คราประยูร นายกฯ ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งที่สนามรักบี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และที่ข่วงประตูท่าแพในครั้งนั้นด้วย แม้ตอนนั้นผมจะอยู่เพียง ม.4 แต่ผมก็ยังจดจำภาพบรรยากาศในวันนั้นได้ดี มันเป็นคนละโลกกับบรรยากาศในตอนนี้อย่างสิ้นเชิง)
ต้องยอมรับว่า ณ เวลานี้ สื่อมวลชน อันได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เป็นต้น มีอิทธิพลต่อความวิตกจริตของผู้คนโดยทั่วไปอย่างมากมายมหาศาล เราใจจดใจจ่อไปกับการติดตามข่าวสารตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงดึกดื่น เพื่อที่จะรับรู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาบ้างในแต่ละช่วงเวลา การซ้ำและย้ำอยู่บ่อยๆ ตลอดจนความถี่ที่สื่อให้กับเรื่องนี้ พัดพาเราไปตามกระแสที่พวกเขาได้โหมขึ้นมาเอง จนหลายคนต้องถึงกับรู้สึกเครียด ทั้งที่เหตุการณ์ก็ยังปกติ โทรทัศน์บางช่องถึงกับทำจอเล็กๆ ถ่ายทอดบรรยากาศสดๆ ในการชุมนุมขับไล่ ประหนึ่งว่ากำลังจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ชวนให้สงสัยว่ามีความจำเป็นถึงขนาดนั้นเชียวหรือ ทีสมัยก่อนสมัชชาคนจน และกลุ่มผองเพื่อนมากมาย มาปักหลักชุมนุมยืดเยื้อแรมปี ทั้งที่ก็เรียกร้องให้รัฐบาลขณะนั้นแก้ไขปัญหาสารพัดยิ่งกว่านี้เสียอีก ก็ไม่เคยเห็นสื่อใดเฮโลไปรายงานข่าวอย่างเอาจริงเอาจังเหมือนกับที่กำลังทำกันอยู่ในขณะนี้บ้างเลย
แน่ละ บทบาทของสื่อมวลชนนั้น เสมือนกับเป็น ดาบสองคม เพราะมีทั้งคมในด้านที่จะ พัฒนา (Develop) และอีกคมหนึ่งในด้านที่จะ ทำลาย (Decay) สำหรับกรณีบ้านเรานั้น สื่อถือคมด้านใดใช้มากกว่ากัน นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องเขียนบทความซึ่งมีมุมมองที่แตกต่างไปจากสื่อกระแสหลักชิ้นนี้ขึ้นมา
ด้วยเหตุที่การปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นด้านหลัก ในแง่นี้ รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จึงมีบทบัญญัติพื้นฐานหลายมาตรา ส่งเสริม คุ้มครอง และรับรองสิทธิเสรีภาพในด้านต่างๆ ของสื่อสารมวลชนเอาไว้อย่างกว้างขวาง เพราะเชื่อว่าเสรีภาพของสื่อ จะสร้างดุลอำนาจให้แก่ประชาชนได้นั่นเอง อาทิ มาตรา 39 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้... การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณา ในหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ จะกระทำมิได้... และตามมาตรา 41 พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพ
แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะให้หลักประกันแก่สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน (Rights and Freedom of the press) ในการพูดและการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนในการเสนอข่าวสารเต็มที่ ชนิดที่ไม่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อน แต่ก็มีเรื่องที่สื่อต้องพิจารณาควบคู่กันไปคือ การทำหน้าที่และความรับผิดชอบของสื่อมวลชน (Functions and Responsibility of the press) ต้องเป็นไปตามความเป็นจริง และตามกรอบจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ โดยต้องไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นด้วย สื่อควรมีมาตรฐานสูงพอในฐานะที่เป็นผู้ชี้นำทางความคิดของสังคมได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ คำว่า จริยธรรม หรือ จรรยาบรรณ (ethics) จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะมากำกับคำว่าสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนไว้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อคอยกระตุ้นเตือนให้สื่อหมั่นคอยพิจารณาตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอว่าสิ่งใดพึงทำ หรือ สิ่งใดมิควรทำ
จากการสอดส่องเฝ้ามองมานานหลายเดือน แล้วลองถามตัวเองว่า สื่อมวลชนแต่ละแขนงมีจริยธรรมในการเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาแล้วหรือยัง ผมพบว่า สื่อไม่น้อยกำลังทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดประเด็นหรือวาระให้กับสังคม (Agenda-setter) อย่างมีอคติ ด้วยการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเพียงบางส่วน โดยพยายามโน้มน้าวให้ผู้คนหันมาเชื่อในสิ่งเดียวกันกับที่ตนคิด กระทั่งสื่อมวลชนกลายเป็น อภิสิทธิ์ชน ซึ่งอยู่เหนือประชาชนไปแล้ว แน่ละ การที่ประชาชนถูกกำหนดความคิด โดยไม่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้าน ย่อมทำให้สิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวของประชาชนถูกกระทบกระเทือน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีหน้าที่ในด้านการเสนอรายงานข่าวต่อประชาชนเป็นหลัก ทั้งยังทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตเนื้อหาป้อนให้วิทยุและโทรทัศน์นำไปใช้ต่ออีกทอดหนึ่ง แต่กลับมีบทบาทสวนทางกับอุดมการณ์ของหนังสือพิมพ์ คือ ความถูกถ้วน กับ การวิพากษ์วิจารณ์อย่างสัตย์ซื่อ
อย่างไรก็ตาม ในสายตาสื่อมวลชนส่วนใหญ่เห็นคล้ายคลึงกันว่า พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ขาดความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งคงจะเป็นที่ทราบกันดีว่า ในวาระที่สองของการเป็นรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น มีแนวโน้มว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกพุ่งเป้าโจมตีจากสื่อหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เริ่มด้วยข้อหา แทรกแซงสื่อ นับตั้งแต่เกิดกรณีเข้ามาซื้อหุ้นในสื่อหนังสือพิมพ์ของ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วนถึง 32 % และบริษัท โพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) อีก 24 % โดยบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) และการที่สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อสมท. (โมเดิร์นไนน์ ทีวี) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ระงับรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ซึ่งมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นผู้ดำเนินรายการดังกล่าว โดยถอดออกจากผังรายการอย่างกะทันหัน ว่ามี พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เบื้องหลัง ทั้งที่ทางจีเอ็มเอ็ม และทางอสมท. ต่างพากันออกมาแถลงข่าว เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงว่ากรณีดังกล่าวไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับทางรัฐบาลทั้งสิ้น ไม่ว่าจะในทางแจ้ง หรือในทางลับ ตรงนี้แม้คนในสังคมจะไม่กังวล แต่สื่อเริ่มกังวล
เหตุการณ์ในทำนองนี้ทำให้ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับสื่อมวลชนในระยะหลัง จึงเป็นไปในทางปรปักษ์มากกว่าจะพึ่งพาอาศัยกันอย่างแต่ก่อน เกิดเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับสื่อมวลชนขึ้นมาอย่างชัดเจน ประกอบด้วยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง นานวันจำนวนผู้ที่อยากจะเป็นศัตรูกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นับวันก็เข้าแถวยาวออกไปมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จวบจนมีกรณีการซื้อขายขายหุ้นเครือชินคอร์ปให้กับกลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์เกิดขึ้น
ฟางเส้นทางสุดท้ายเส้นนี้ ส่งผลทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกกล่าวหาอย่างรุนแรง บ้างว่าขายชาติ บ้างว่าจงใจเลี่ยงภาษี บ้างว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อสื่อเลือกที่จะยืนอยู่ตรงมุมนี้ ในห้วงไม่กี่เดือนมานี้ กลุ่มใด หรือ ใครก็ตามที่แสดงตัวเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออก ทั้งจากที่เป็นครูบาอาจารย์ นิสิต นักศึกษา นักเรียน แพทย์ พยาบาล นักธุรกิจ ฯลฯ ไม่ว่าจะกี่มากน้อย ก็มักจะได้รับการเสนอเป็นข่าวใหญ่โตอย่างสม่ำเสมอในแทบจะทุกสื่อ เช่น แพทย์อาวุโสร่วมไล่แม้ว แนะลาออก, นักวิชาการ-ธุรกิจ จวก แม้ว หน้าด้าน ชี้เลือกตั้งไม่ใช่ทางออกปัญหา, หลากอาชีพสะท้อน ทักษิณ ต้องลาออก, นร. มัธยมนัดประชุมใหญ่ เพื่อหาข้อสรุปร่วมม็อบ, นศ.หนุน 3 พรรคบอยคอตเลือกตั้ง, กรีดปลายนิ้วจารึก จม.เลือด ให้ทักษิณลาออก! เป็นต้น หลายสื่อจึงลงข่าวแถลงการณ์โจมตีรัฐบาลของกลุ่มคนเหล่านี้แบบเต็มๆ โดยไม่มีตัดทอนเลย
หลายสื่อถึงขนาดกับต้องกุข่าวขึ้นมาเอง โดยการลงข่าวลือในทางให้ร้ายแก่รัฐบาลในเรื่องต่างๆ นานา ทั้งสื่อก็ยังไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ชัดเจน ตัวอย่างสำคัญล่าสุดเช่น กรณีที่มีข่าวออกมาจากหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นว่า ที่ประชุมองคมนตรีเสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นตำแหน่งประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมฉลองสิริราชย์สมบัติ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมอบให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเป็นประธานแทน ด้วยการพาดหัวตัวใหญ่ว่า Thaksin loses royal duty ทั้งที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใดเลย แน่นอน มันอาจทำให้คนอ่านหลงเชื่อตามข้อมูลจากฟากฝั่งเดียวที่ถูกสื่อป้อนเข้าใส่ได้ง่าย อีกทั้งคำพูดรุนแรงหลายถ้อยคำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังถูกขยายความต่อด้วยการนำเอาไปพาดหัวตัวโต เช่น 'ทักษิณ' ลั่นใครคิดว่านายกทำไม่ดีคือคนโง่, ไล่ไปเลี้ยงหมา ทักษิณฉุน จวกมหาจำลอง ไม่ทราบเหมือนกันว่าลึกๆ แล้ว สื่อจำพวกนี้ทำไปเพื่ออะไรกันแน่ เพื่อขายข่าว หรือ จงใจให้ผู้อ่านเกิดความจงเกลียดจงชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าเป็นผู้นำที่ก้าวร้าว แต่พอเวลาที่แกนนำม็อบยืนด่า ใช้คำพูดหยาบ และมีถ้อยคำรุนแรงกว่านี้มาก สื่อก็ไม่ได้พาดหัวข่าวแรงๆ อย่างนี้บ้างเลย
ใครที่ด่า พ.ต.ท.ทักษิณฯ และพรรคไทยรักไทย ก็จะได้รับการเสนอข่าว ถ้าชมหรือมีเหตุผลก็ไม่เป็นข่าว ดังเช่นนักการเมืองอาวุโสบางคน ซึ่งเคยถูกสื่อประณามว่าเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปีมาโดยตลอด แต่วันนี้ คนเดียวกันนี้ พร้อมกับสมุนข้างกายซ้าย ขวา อีกไม่กี่คน (ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นผู้ที่เข้าใจในเรื่อง พระราชอำนาจ อย่างผิดๆ) กลับกลายเป็นฮีโร่ ผู้อาสามากอบกู้บ้านเมือง เพียงเพราะว่ากล้าลาออกจากพรรคไทยรักไทย แล้วมาเข้าร่วมกับขบวนการขับไล่นายกฯ คล้ายๆ กันกับที่สื่อพยายามจะสร้างภาพให้กับ ส.ว. กลุ่มหนึ่งเป็นบ้าง เนื่องกล้าขึ้นเวทีขับไล่รัฐบาลเสมือนเป็นฝ่ายค้านอีกพรรคหนึ่ง สวนทางกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่อยากเห็น ส.ว. เป็นกลางทางการเมือง พร้อมๆ กันกับที่ข่าวใหญ่เรื่องการทุจริตฮั้วประมูลหลายพันล้านใน กทม. ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปถึงพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่งได้ กลับเงียบหายไปเฉยๆ
อีกทั้งสื่อยังมักจะสมทบด้วยการพยายามสร้างภาพให้เห็นว่ากลุ่มชนที่ออกมาชุมนุมขับไล่ในแต่ละครั้งนั้น มีจำนวนหลายแสนคน โดยพยายามตอกย้ำให้เข้าใจว่านี่คือพลังบริสุทธิ์ ผู้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย รักชาติบ้านเมือง เป็นคนดีมีความคิดเป็นตัวของตัวเอง เช่น หมอประเวศการันตีม็อบสนามหลวงคือการเมืองภาคประชาชน, พลังประชาชนเคลื่อนพลไล่แม้วถึงทำเนียบ สื่อมักเรียกกลุ่มขับไล่นี้ว่า ประชาชน สื่ออาศัยเทคนิคนานัปการอันแยบยลของตน เลี่ยงการนำเสนอความจริงรอบด้านตรงไปตรงมา และใส่ความคิดเห็นจนเกินไป กล่าวคือ
สื่อจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนคนที่เข้าร่วม เพื่อให้ดูเสมือนกับว่ามีผู้ชุมนุมเรือนแสนจริง ภาพที่เลือกใช้ในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ต่างๆ มักจะเป็นภาพแนวราบในมุมใกล้แทนที่จะเป็นภาพถ่ายจากมุมสูงอย่างที่ควรจะเป็น เพราะอะไร ก็เพราะภาพในมุมดังกล่าวนั้นพอที่จะกลบเกลื่อนความจริงในเรื่องตัวเลขจำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมได้ แล้วอาศัยการบรรยายภาพด้วยถ้อยคำหวือหวาปลุกเร้าเสริมจินตนาการให้ผู้อ่านรู้สึกไปเองว่ามีคนหลายแสนคนออกมาชุมนุมจริงแทน ตัวอย่างเช่น นับแสนไล่ทักษิณ ม็อบกร้าวขู่ 3 วันต้องลาออก, รัฐบาลแตก คนนับแสนชุมนุมไล่ทักษิณ, ทั่วทิศร่วมเช็คบิลทักษิณ เคลื่อนพลเข้ากรุง, ม็อบ ตจว. ปักหลักไล่ ทักษิณ ลั่นต้องเว้นวรรคทางการเมือง เป็นต้น การสร้างภาพทำนองนี้ อาจชวนให้ผู้อ่านคล้อยตามได้ว่านี่คือเสียงสะท้อนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งๆ ที่สื่อก็ทราบดีว่าคนเหล่านี้เป็นเพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะผมเองก็ได้มีโอกาสไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวท้องสนามหลวงในช่วงใกล้เคียงกับที่จะมีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรถึง 2 ครั้ง จากการสังเกตคร่าวๆ แทบจะไม่เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมแถวนั้น ซึ่งมาจากชนชั้นกลางเลย แทบจะทั้งหมดที่ปักหลักชุมนุมเท่าที่ผมเห็นเป็นกลุ่มญาติธรรมล้วนๆ เท่านั้นไม่พอ ผมยังได้พูดคุยกับผู้คนบริเวณนั้นหลายคน ซึ่งยืนยันกับผมว่า เท่าที่พวกเขาพอประเมินได้ด้วยสายตา ไม่มีทางเป็นไปเลยที่จำนวนผู้ชุมนุมจะมามากมายถึงหลายแสนคนอย่างที่หลายสื่อพยายามจะบอก ตรงกันกับที่เพื่อนผมหลายคนซึ่งเข้าร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมบอกว่า เต็มที่สุดก็ห้าหมื่น แต่ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ คำพูดจากปากของแท็กซี่หลายคนที่พยายามอธิบายให้ผมเข้าใจในทำนองว่า คนพวกนี้ถ้าเขาไม่ได้อะไร เขาจะมาทำไม บ้างก็ว่า เมียผมก็เคยถูกเถ้าแก่สั่งให้มาเหมือนกัน พวกนี้จะเอากันที ก็ต้องไปเหมายกโรงงานมาเลยนะพี่ แต่สื่อแสร้งทำเป็นไม่รู้
มีบ่อยครั้งที่สื่อเลือกนำเสนอภาพเด็กเล็กซึ่งพ่อแม่พามาชุมนุมด้วย ทั้งที่เด็กก็คงจะไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยหรอก เช่น หนูน้อยนักประชาธิปไตย สิบขวบกู้ชาติ, อุ้มหลานจูงลูกกู้ชาติ สีสันชีวิตในม็อบ และสื่อก็มักจะคัดเฉพาะบทสัมภาษณ์ของผู้ชุมนุมคนหนุ่มสาวลงตีพิมพ์ เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าคนเหล่านี้เป็นพลังบริสุทธิ์จริงๆ อยู่เสมอๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่น่าจะมีอยู่มากเท่าใดนัก
ผมเฝ้ามองกระแสความคิดของนักหนังสือพิมพ์ ผ่านคอลัมน์วิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับมานาน พบว่า สื่อจำพวกหนึ่งยังโลเล และไร้ซึ่งจุดยืนชัดเจน ไม่ต่างไปจากที่สื่อเองชอบกล่าวหานายกฯ เท่าไรนัก ก่อนหน้าที่นายกฯ จะตัดสินใจยุบสภา สื่อก็พร่ำบอกว่าให้ยุบสภาเสีย เช่น พาดหัวข่าวของกรุงเทพธุรกิจ (18 ก.พ. 49) ระบุว่า ชัยอนันต์ จี้ต่อมสำนักทักษิณยุบสภา, คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทยของไทยรัฐ (22 ก.พ. 49) ความตอนหนึ่งว่า การยุบสภาถือเป็นความชอบธรรมอย่างหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย เมื่อมีประชาชนไม่พอใจรัฐบาล ไม่พอใจนายกรัฐมนตรี รัฐบาลก็สามารถยุบสภา คืนอำนาจประชาธิปไตยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินอีกครั้ง จะเลือกใครมาเป็นรัฐบาล เลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยลม เปลี่ยนทิศ, ไทยรัฐ หน้า 3 (26 ก.พ. 49) โปรยหัวว่า ยุบสภาให้ประชาชนตัดสินคลายวิกฤติจริยธรรมผู้นำ แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นเพียงระยะหนึ่งท่านเหล่านี้กลับกลายเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เช่น ไทยรัฐ หน้า 3 (5 มี.ค. 49) จั่วหัวว่า เลือกตั้ง กินรวบ 2 เมษา ไม่แก้ปัญหาวิกฤติจริยธรรม, คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทยของไทยรัฐ (8 มี.ค. 49) ในหัวข้อ ไม่ต้องรอจิตสำนึก อธิบายถึงการที่นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้จะลาออกจากตำแหน่ง โดยมีถ้อยคำบางส่วนว่า เห็นความหน้าบาง ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของผู้นำเกาหลีใต้ แล้วย้อนดูนักการเมืองไทยก็ได้แต่ถอนหายใจ โดยลม เปลี่ยนทิศ, ไทยรัฐ หน้า 3 (12 มี.ค. 49) ฟันธงว่า คะแนนในหีบ 2 เม.ย. ไม่ใช่ คำตอบสุดท้าย สลายวิกฤติผู้นำ เลือกตั้งกินรวบ ฟอก ทักษิณ ไม่ได้, ไทยรัฐ หน้า 3 (19 มี.ค. 49) ตั้งชื่อหัวเรื่องเอาไว้น่ากลัวว่า ทักษิณ ไม่ถอย ชาติย่อยยับ เป็นต้น ไฉนแทนที่สื่อจะเข้าข้างประชาชนส่วนใหญ่ แต่หันไปเข้าข้างพรรคพวกเดียวกันเสียดื้อๆ
ในทางตรงกันข้ามกัน หากกลุ่มใด หรือ ใครก็ตามที่ออกมาสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นเรืออากาศตรีฉลาด วรฉัตร กลุ่มคาราวานคนจน ขบวนรถอีแต๋น กลุ่มเกษตรกร ชมรมคนขับรถแท็กซี่ รถตู้ รถสามล้อ จักรยานยนต์รับจ้าง กลุ่มรถบรรทุก สมาพันธ์พิทักษ์ประชาธิปไตย ดารา นักร้อง นักแสดง ตลก นักเรียน นักศึกษา ฯลฯ ก็จะกลับกลายเป็นพวกที่เห็นแก่เงิน ไม่มีหัวคิด และเพราะถูกระดมถึงมาไปในทันที หลายสื่อใช้คำว่า ชาวบ้าน กับคนกลุ่มนี้ บางฉบับดูถูกถึงขนาดเรียกว่า ม็อบเชลียร์แม้ว ตัวอย่างเช่น เกณฑ์รากหญ้าฟังปาหี่วันนี้, ระดมนับแสนฟังทักษิณเปิดใจ, ประกาศต่อหน้าชาวบ้านนับแสน,แม้วลวงโลกจ้างคนเชียร์ปาหี่ เป็นต้น รวมถึงกรณีมีนักร้องลูกทุ่งคนใต้คนหนึ่งที่เพียงขึ้นเวทีรณรงค์ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่สิ่งที่สื่อนำเสนอออกมากลับทำให้ผู้คนพากันเข้าใจในตัวตนเขาผิดไปว่า เขาออกมาหนุนนายกฯ เขาต้องถูกคนใต้ด้วยกันโจมตีอย่างหนัก จนเรื่องราวบานปลาย
อาจกล่าวได้ว่าความเคลื่อนไหวจากแง่มุมทางด้านนี้ สื่อต่างพากันให้น้ำหนักในการนำเสนอเรื่องราวออกมาแบบกะปริดกะปรอย เช่นว่าไม่ค่อยจะมีการรายงานสดโดยตรงจากเวทีเรียกร้องของกลุ่มคนเหล่านี้นัก ภาพข่าวบนหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งก็แทบจะไม่มี ความคิดเห็นของคนกลุ่มนี้ก็จึงมีมาให้อ่านกันน้อย ตลอดจนโทรทัศน์แต่ละช่องไม่กล้าที่จะรายงานถึงตัวเลขจำนวนประชาชนที่เข้าฟังการปราศรัยของนายกฯ ในแต่ละแห่ง พร้อมถ่ายทอดภาพบรรยากาศดังกล่าวให้ตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด แต่นี่กลับเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงแทน พร้อมทั้งบิดเบือนความจริงด้วยมุมกล้อง พูดกันตามความเป็นจริง ก็คือ ในแต่ละครั้งนั้น มีประชาชนเข้าร่วมฟังการปราศรัยอย่างน้อยๆ ไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นคนแน่นอน (ประเมินขั้นต่ำที่สุด) ทั้งที่สนามกีฬา 700 ปีที่เชียงใหม่ และที่สนามกีฬาเทศบาล ที่เชียงราย ตรงนี้ผมยืนยัน เพราะผมได้ไปเห็นมากับตาของตัวเอง
ทั้งนี้ โดยมิต้องพูดถึงสื่อต่างๆ ในเครือผู้จัดการ เช่น ผู้จัดการรายวัน และช่อง ASTV1: NEWS1 (สถานีข่าวผ่านดาวเทียม ซึ่งทำการถ่ายทอดสดบรรยากาศการชุมนุมตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีการเซ็นเซอร์ใดๆ ทั้งสิ้น) ซึ่งได้แต่งตั้งตนเองเป็นยาม (เฝ้าแผ่นดิน) เฉพาะตัวนายสนธิฯ มาเนิ่นนานแต่ไหนแต่ไรแล้ว ข่าวสารจากสื่อกลุ่มนี้ จะมีความ เว่อร์ เกินความเป็นจริงมาก สื่อกลุ่มนี้มุ่งมั่นประโคมข่าวด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริง ตีความเข้าข้างตนเอง โหมนำเสนอแต่มุมด้านดีของตัวเองฝ่ายเดียว พร้อมโจมตีทุกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตน เพื่อปลุกปั่นให้สาธารณชนคล้อยตาม ตัวอย่างการพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ในเครือนี้ แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างไปจากใบปลิวโจมตีทางการเมืองแม้แต่น้อย เช่น สัตยาบันคนกว่า 2 แสนลั่นกลางสนามหลวง ทักษิณ... ออกไป, ทักษิณไม่มีสิทธิยุบสภา, ชาติหน้ามาแล้ว!!! ทรราชลั่นไม่ออก - ยุบสภาไม่ผิด, ทั่วประเทศหนุน "สนธิ" ไล่ "ทักษิณ" พ้นเก้าอี้, ประตูกรรมเปิดรอ! - สนธิ ทึ่ง เกิดมาไม่เคยเจอใครถูกก่นไล่เท่า ทักษิณ, กระแสไม่เอาทักษิณแรง ดันผู้จัดการรายวันขึ้นที่ 1, เงินซื้อประชาชน ประชาธิปไตยในมือมาร, หนุนฝ่ายค้านคว่ำบาตรเลือกตั้ง, ทักษิณ ร้ายกว่าคอมมิวนิสต์ ต้องยึดทรัพย์กว่าครึ่ง ครม., ชวนกรีดให้ไปสุมหัวฮิตเลอร์ แม้วเดินหน้ายึด กติกู, ก.ล.ต. ฟอกตัวชินวัตร แจ้งโทษ โอ๊ค จิ๊บจ๊อย, ศาล รธน. เลือกข้างทักษิณ, อย่ายืมมือศาลฟอกโกงเลือกตั้ง, เตือนอธิการบดีเลิกรับใช้แม้ว, สนธิแฉแผนลอบสังหาร สั่งมือปืนเข้ากรุง - แม้วไม่ปรองดอง, อหิงสาปักหลักล้อมทำเนียบไล่ทรราช แม้วซุกหัวหดหาง, สัญญาณป๋า แม้วต้องออก เป็นต้น
ลักษณะข้างต้นเป็นเช่นเดียวกับความเห็นส่วนใหญ่ในเว็บบอร์ดการเมืองของเว็บไซต์เมเนเจอร์ออนไลน์ (http://www.manager.co.th) ซึ่งพุ่งเป้าโจมตีถล่มนายกฯ ทักษิณ และการทำงานในแง่ลบของรัฐบาลเป็นหลักมาเนิ่นนานแล้ว คงมีเพียงกระทู้ส่วนน้อยที่เป็นเพียงประโยคสั้นๆ เท่านั้นที่ยังออกมาส่งแรงเชียร์ แตกต่างไปจากเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ชื่อดังอื่นๆ ทั้ง http://www.pantip.com / http://www.sanook.com / http://www.hunsa.com ที่ส่วนใหญ่จะเป็นความคิดเห็นไปในเชิงบวก คละเคล้ากันไปกับความคิดเห็นในเชิงเป็นกลาง พบเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีความคิดเห็นเชิงลบต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ แนวโน้มจะขึ้นอยู่กับหัวข้อกระทู้ในแต่ละประเด็น กระแสดังกล่าวสอดคล้องกันกับ SMS แสดงความคิดเห็น ดังที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอฟรีทีวีทุกช่อง
ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย กรณีสื่อไม่เคยตีแผ่ถึงสาเหตุในเชิงลึกที่แท้จริงในการเรียกร้องของแกนนำเครือข่ายพันธมิตรฯ ว่ามีที่มาที่ไปกันอย่างไร แต่ละคนเป็นใครมาจากไหน มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ ทั้งๆ ที่หลายคนก็เคยมีความผูกพันใกล้ชิดสนิทสนมคุ้นเคยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยสัมพันธภาพที่ดีมากๆ มาก่อน แต่วันดีคืนดีกลับมาทำเหมือนกับว่าจงเกลียดจงชังกันมานานตั้งแต่เมื่อชาติปางก่อน โดยเฉพาะกับกรณี นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ด้วยแล้ว ไฉนเลยสื่อกลับมองข้ามประเด็นเหล่านี้ไป เช่น ม็อบครั้งนี้ เอาเงินลงทุนสูงมาจากไหน จุดประสงค์คืออะไร ถึงกล้าลงทุนสูงขนาดนี้ ตรงนี้สื่อต้องมีคำตอบให้สังคม นี่คือความค้างคาใจของผู้คนส่วนใหญ่ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่อย่างใกล้ชิด
ครั้นนายกฯ แก้เกมด้วยการเปิด ตู้ปณ.888 ปณ.ทำเนียบรัฐบาล เชิญชวนคนไทยให้ส่งไปรษณียบัตรหรือจดหมายเพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่ารักประชาธิปไตย ทั้งที่สื่อเองก็ทราบดีว่า พวกที่ส่งไปแทบจะทั้งหมดลึกๆ แล้วสนับสนุนนายกฯ ทั้งสิ้น แต่ก็ยังคงจงใจสะท้อนภาพในแง่มุมตรงกันข้ามแทน เช่น คมชัดลึก (3 มี.ค. 49) จั่วหัวว่า ไปรษณียบัตรนับแสนใบส่งถึงทำเนียบฯ ทั้งเชียร์และด่า โดยในเนื้อข่าวคัดเอาเฉพาะข้อความที่ด่าลงมาประกอบเท่านั้น ส่วนข้อความที่ชมล้นหลามนั้น ไม่มีการหยิบมาพูดถึงเลยแม้แต่น้อย
เป็นเช่นเดียวกันกับที่สื่อไม่นำเสนอถึงเอกสารชี้แจงข้อกล่าวหาของพรรคไทยรักไทยให้สังคมได้ใช้วิจารณญาณกันเอาเอง ทั้งที่เอกสารสำคัญ 2 เรื่องนี้ ทั้งใครๆ ก็ใช้ BVI และขายหุ้นชินคอร์ป ไม่ได้ขายชาติ ไม่ได้ขายดาวเทียม ต่างก็มีรายการเอกสารอ้างอิงแนบประกอบการอรรถาธิบาย เป็นไปตามหลักวิชาการทุกประการ (หาอ่านได้ที่ http://www.thairakthai.or.th)
นอกจากนี้สื่อยังละเลยที่จะตอกย้ำถึงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในหลายประเด็น ซึ่งผลออกมาเป็นคุณกับนายกรัฐมนตรี ตัวอย่างล่าสุดบางส่วนเช่น กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 47.1 ระบุไม่เห็นด้วยที่พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่ยอมส่งผู้สมัครลงรับการเลือกตั้งในครั้งนี้, กลุ่มเป้าหมายถึงร้อยละ 69.4 ระบุ เรียกร้องให้ยุติการชุมนุม และเปิดการเจราจาด้วยสันติวิธี, ตัวอย่างให้คะแนนเฉลี่ย พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อการชี้แจงและตอบคำถามในรายการถึงลูกถึงคนถึง 7.18 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และประชาชนจำนวนมากแต่ยังไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของกลุ่มที่ถูกศึกษาหรือร้อยละ 44.5 มีความเห็นว่า นายกฯ ไม่ควรลาออกทันที มีเพียงร้อยละ 24.4 เท่านั้นที่เห็นว่า นายกฯ ควรลาออกทันที เป็นต้น (ที่มา : http://www.abacpoll.com)
หลายคนอาจแย้งว่า ภายใต้ปรัชญาประชาธิปไตย สื่อมวลชนมีฐานะเสมือนเป็น หมาเฝ้าบ้าน (Watchdog) ผู้คอยตรวจสอบอำนาจรัฐแทนสาธารณชนมิใช่หรือ อันนี้ผมยอมรับได้ หากว่าหมาตัวนั้นถูกฝึกฝนมาดี มีความซื่อสัตย์ จนรู้ว่าใครควรกัด ใครไม่ควรกัด แต่ก็ยังมีความเห็นแย้งเล็กน้อยว่า แล้วหากหมาซึ่งมีหน้าที่เฝ้าบ้านดันถูกปล่อยออกจากบ้านให้ไปเที่ยวกัดใครต่อใครไม่เลือกหน้า อย่างหมาจรจัดหลายตัวที่เป็นอยู่นี้หล่ะ คนดีก็ถูกกัด คนเลวก็ถูกกัด ถ้าเป็นเสียอย่างนี้ เรายังจะยอมรับได้อยู่อีกหรือไม่ บ้านเมืองมีขื่อมีแป มิใช่หรือ เพราะทั้งตามหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนสากลต่างมองตรงกันว่า บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์แน่ชัดว่ามีความผิดจริง เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 33 ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือ จำเลยไม่มีความผิด ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ หรือ ปล่อยคนผิดดีกว่าทำร้ายคนบริสุทธิ์ เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคท้าย เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย
ในทัศนะส่วนตัว ผมมองว่าก้าวเดินของสื่อในวันนี้ นอกจากจะดูไม่เป็นกลางแล้ว จุดที่สื่อเลือกที่จะยืนอยู่นี้ ยังนับว่าอยู่ห่างไกลจากความเป็นประชาธิปไตยอยู่อีกมาก แล้วประชาธิปไตยคืออะไร กล่าวอย่างย่นย่อ ประชาธิปไตย ก็คือ ระบอบการปกครองหนึ่งซึ่งอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนนั่นเอง ในแง่นี้แทนที่สื่อจะทำหน้าที่สะท้อนความจริง และนำเสนอถึงมติมหาชน (Public Opinion) โดยตอกย้ำถึงความเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ ยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) เอาไว้ ทว่า ที่ผ่านมานี้ สื่อกลับชี้นำสังคมให้ไขว่เขว และตกเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ของใครบางคน ในฐานะประชาชนกลุ่มหนึ่งเพียงหยิบมือเดียว ซึ่งไม่พอใจตัวบุคคล แต่พยายามก้าวล่วงล้มล้างระบบๆ ซึ่งกำหนดหน้าที่ในอันที่จะพิจารณาว่าใครผิดใครถูกในเรื่องต่างๆ นานา ฝากเอาไว้กับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง รวมถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ฯลฯ ไม่ใช่ให้สื่อมวลชนมาเที่ยวพิพากษาปรักปรำใคร โดยปราศจากกระบวนการพิสูจน์ใดๆ
เอากันอย่างถึงที่สุด ในฐานะประชาชนคนหนึ่งของประเทศที่นั่งเงียบ และเฝ้าดูอย่างสงบมาโดยตลอด ขอเตือนทุกฝ่ายว่าสภาพพื้นฐานของประเทศเราเปลี่ยนไปแล้ว วันนี้ เรามีรัฐธรรมนูญที่ดี มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ปราศจากเผด็จการทางทหาร ประชาชนและสื่อมวลชน ค่อนข้างจะมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ ทว่า กลับมีคนจำนวนหนึ่งพยายามดื้อดึงล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ แล้วสื่อกลับดันเอาด้วยอีก แทนที่สื่อจะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายต้องทำตามกติกา กติกาว่าอย่างไร ก็ทำตามกติกาเท่านั้นก็จบ เพราะกติกาดีอยู่แล้ว ก็ต้องเคารพกติกา ก็ไม่ทำกัน เราจึงต้องรู้ให้เท่าทันสื่อ เพื่อมิยอมให้ใครใช้สื่อเป็น อาวุธ ทิ่มแทงประหัตประหารผู้อื่นอีกต่อไป แน่นอน ผมไม่ปรารถนาให้ประเทศไทยต้องกลับคืนสู่สภาพเดิมของการที่สื่อมวลชนถูกควบคุมโดยรัฐบาลอย่างในอดีต ผมจึงหวังจะได้เห็นสื่อที่สามารถควบคุมกันเองให้ได้ เพราะเราคงไม่อยากให้สิทธิเสรีภาพของผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนมีอยู่สูงเกินกว่ามนุษยธรรม โดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งอื่นใด และเกินเลยขอบเขตที่ควรจะเป็น
แม้ในสังคมประชาธิปไตย สื่อจะมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ แต่ต้องไม่ลืมว่าในขณะเดียวกัน สื่อก็จะต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยเช่นกัน เป็นไปได้หรือไม่ที่สื่อจะหาจุดสมดุล ระหว่างกัน โดยยึดถือเอาประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงเป็นหัวใจ
สิงห์ขาวซมซาน
มีนาคม 2549
บทความชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ Thai E - News ทาง http://thaienews.blogspot.com/2007/12/blog-post_6732.html เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2550