2005

ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2548 นี้ จะมีการเลือกตั้งในระดับ อบต. พร้อมกันทั่วประเทศถึงสามพันกว่าแห่ง เฉพาะกรณีจังหวัดเชียงรายก็ 64 แห่งเข้าให้แล้ว แน่นอน หากถามว่า นักการเมืองท้องถิ่นกลัวอะไรที่สุด คำตอบที่ได้คงคล้ายๆ กัน ก็คือ กลัวโดน ใบเหลือง-ใบแดง ที่สุด เพราะทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องมิลืมว่า กฎหมายได้กำหนดให้ กกต. เป็นด่านสุดท้ายในการรับรองผลการเลือกตั้งทุกระดับโดยบริบูรณ์ และที่ผ่านมา ฤทธิ์ของใบเหลือง-ใบแดง ก็ได้ทำให้นักการเมืองท้องถิ่นมากมายต้องมา ตกม้าตาย ทั้งๆ ที่แลเห็นชัยชนะอยู่แค่เอื้อม

ตามมาตรา 57 วรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.. 2545 ได้กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งออกประกาศ เรื่อง วิธีการหรือลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ใด เพื่อกำหนดกรอบ หลักเกณฑ์ หรือ แนวทางในการหาเสียง โดยขยายความวิธีการหาเสียงตามมาตรา 57 ในฐานะมาตราสำคัญที่สุดในการวินิจฉัยชี้ขาดใบเหลือง-ใบแดง ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 11 ข้อ ดังนักการเมืองท้องถิ่นมักกล่าวขวัญกันว่า บัญญัติ 11 ประการ ดังนี้

(1) ห้ามจัดทำ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ให้แก่ผู้ใดรวมทั้งการให้เงินหรือสิ่งของในวาระต่างๆ เช่น งานวันเกิด งานขึ้นบ้านใหม่ งานบุญ งานเทศกาล งานศพ เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น แจกเงินซื้อเสียง ให้เงินใส่ซอง หรือ เอาของขวัญมอบในงานต่างๆ ข้างต้น แจกถุงยังชีพที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล สนับสนุนเสื้อกีฬา รวมทั้งนำพวงหรีดไปวางในงานศพด้วย

(2) ห้ามให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะด้วยทางตรงหรือทางอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถานการศึกษา สถานสงเคราะห์ เช่น การบริจาคเงิน การประมูลทรัพย์สิน หรือ สิ่งของในงานกุศลต่างๆ

ตัวอย่างเช่น บริจาคเงินหรือสิ่งของให้แก่วัด โรงเรียน ฯลฯ รวมถึงการที่ภรรยาหรือญาติพี่น้องหรือทีมงานของตนแจกให้แทนผู้สมัคร

(3) ห้ามทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งด้วยการจัดให้มีมหรสพ หรือ การรื่นเริงต่างๆ รวมทั้งการแสดงการละเล่นอื่นๆ

ตัวอย่างเช่น นำดนตรี หรือ คณะตลกมาแสดง ฉายภาพยนตร์ จัดระบำ รำฟ้อน ขบวนแห่กลองยาว นำพริตตี้สาวๆ หรือ มนุษย์ตะกั่ว ขึ้นรถแห่หาเสียง ใช้ดาวตลกชื่อดังทำหน้าที่พิธีกรบนเวทีปราศรัย

(4) ห้ามเลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด รวมถึงการจัดเลี้ยง หรือ รับจะจัดเลี้ยงการประชุม อบรม สัมมนา ทัศนศึกษา ดูงาน เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น จัดฉลองวันเกิดของตัวเอง หรือ เลี้ยงอาหารเครื่องดื่มทีมงาน แต่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งปะปนอยู่ด้วย พาผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด

(5) ห้ามหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้าย หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใด อันเกี่ยวกับผู้สมัคร

ตัวอย่างเช่น หลอกว่าจบปริญญา หรือ เคยดำรงตำแหน่งต่างๆ หรือ อาศัยโลโก้ของพรรคการเมืองใดๆ ในการหาเสียง ทั้งที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ตลอดจนใส่ร้ายผู้สมัครอื่นๆ ว่าคบชู้ ว่าถูกใบแดงแล้ว ฯลฯ

(6) ห้ามมิให้บุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทยเข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการหาเสียงเลือกตั้ง

ตัวอย่างเช่น นำคนต่างด้าวมาเป็นล่ามในการหาเสียง หรือ เอาคนต่างด้าวมาเดินขบวนแจกแผ่นพับให้แก่ตนเอง

(7) ห้ามอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของทางราชการ พนักงาน ลูกจ้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการเลือกตั้ง

ตัวอย่างเช่น ใช้ตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เรียกประชุมลูกบ้านให้ช่วยลงคะแนนให้กับผู้สมัคร

(8) ห้ามโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีทา พ่น หรือระบายสีซึ่งข้อความภาพหรือรูปรอยใดๆ หรือโดยวิธีปิดประกาศ ณ ที่รั้ว กำแพง ผนัง อาคาร สะพาน เสาไฟฟ้า หรือต้นไม้ บรรดาซึ่งเป็นทรัพย์สินของทางราชการ หรือ ณ บริเวณที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินมิได้อนุญาต เว้นแต่เป็นการประกาศโฆษณาในสถานที่ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองกำหนด

(9) ห้ามเล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใดๆ เกี่ยวกับผลของการเลือกตั้ง

(10) ห้ามรวบรวมบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นที่ใช้แสดงตนในการไปใช้สิทธิลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้อื่นตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรในระหว่างวันประกาศให้มีการเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้ง

(11) การโฆษณาหาเสียงโดยการกล่าวถึงนโยบายในการที่จะเข้าไปบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดให้กระทำได้แต่ทั้งนี้ต้องเป็นงานที่ได้กำหนดว่าเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ตามกฎหมาย และดำเนินงานตามนโยบายนั้น จะต้องใช้จ่ายจากงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ

ตัวอย่างเช่น หาเสียงโดยอ้างนโยบายเกินความจริง เกินอำนาจหน้าที่และงบประมาณของ อบต. นั้นๆ เช่น อบต. มีงบประมาณเพียงปีละห้าล้านสิบล้าน แต่ประกาศนโยบายว่าจะสร้างวิทยาลัยขึ้น เป็นต้น

ตามกฎหมายได้กำหนดระยะเวลาในการห้ามมิให้กระทำการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น กรณีครบวาระ ตั้งแต่ 60 วัน ก่อนครบวาระการตำรงตำแหน่งจนถึงวันสิ้นสุดวันเลือกตั้ง กรณีอื่นนอกจากครบวาระ ห้ามมิให้กระทำนับแต่วันประกาศให้มีการเลือกตั้งจนถึงวันสิ้นสุดวันเลือกตั้งเท่านั้น

ข้อสังเกต ภายหลังจากวันเลือกตั้งไปแล้วผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ เช่น สามารถไปแจกสิ่งของให้ประชาชน แจกสิ่งของในงานศพ งานบุญ งานแต่งงาน จัดเลี้ยงต่างๆ พาคนไปทัศนศึกษาดูงาน จัดผ้าป่า หรือกิจกรรมอื่นๆ ได้ แต่จะต้องไม่ใช่การกระทำอันเนื่องมาจากการให้ การเสนอว่าจะให้ หรือสัญญาว่าจะให้ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

โดยที่ผ่านมา กกต. มีแนวทางการวินิจฉัยความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งต่างๆ ข้างต้น คล้ายๆ กันกับวิธีการแจกใบเหลือง-ใบแดงในกติกากีฬาฟุตบอล ดังนี้

(1) ใบเหลือง หรือ การสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่

เมื่อได้มีการนับคะแนนเลือกตั้งแล้ว ถ้าปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตการเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คณะกรรมการเลือกตั้งจะงดประกาศผลการเลือกตั้งและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งนั้นก็ได้

ดังนั้น การให้ใบเหลืองแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด ย่อมหมายความว่า กกต. ได้เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งเกิดขึ้น เช่น การซื้อเสียง การแจกสิ่งของ ฯลฯ แต่ยังเป็นการทุจริตที่ไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครได้กระทำการด้วยตนเอง แต่ตนก็เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ จึงควรลงโทษด้วยการสั่งให้เลือกตั้งใหม่ ซึ่งผู้สมัครที่ได้ใบเหลืองนั้น ยังคงสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งต่อไปอีกได้

(2) กรณีใบแดง หรือ การสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งสืบสวนสอบสวนแล้วเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครใดกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือ มีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าว หรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วไม่ดำเนินการเพื่อระงับการกระทำนั้น ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าการกระทำนั้นน่าจะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครที่กระทำการเช่นนั้นทุกรายเป็นเวลาหนึ่งปี โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่ง

อาจกล่าวได้ว่า การให้ใบแดงแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้น หมายความว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งเกิดขึ้นเช่นเดียวกับกรณีการให้ใบเหลือง แต่ต่างกันตรงที่ความชัดเจน เช่นว่า ผู้สมัครเป็นผู้ที่กระทำการเอง หรือ มีส่วนรู้เห็นการทุจริตนั้น นอกจากการที่ผู้นั้นไม่ได้รับการเลือกตั้งแล้ว ก็ยังทำให้ผู้นั้นจะต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และถูกดำเนินคดีอาญา ตลอดทั้งยังจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในการเลือกตั้งใหม่อีกด้วย ซึ่งก็จะมีผลทำให้ผู้นั้นไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกสนามได้อีกเลย เสมือนถูกคำพิพากษาตัดสินให้ถูกประหารชีวิตในทางการเมือง

กระนั้นก็ตาม แม้แต่ หลังประกาศผลการเลือกตั้ง ไปแล้ว หากพบหลักฐาน อันเชื่อได้ว่า สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใด ได้รับการเลือกตั้งโดยไม่สุจริต และเที่ยงธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยังมีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกก็ได้ ซึ่งจะส่งผลให้สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นมีอันต้องพ้นจากสมาชิกสภาพทันทีเช่นกัน ดังเรียกตามภาษากฎหมายว่า การคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น นั่นเอง

ดังนั้น ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้ใดก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ว่าที่ นายก อบต. และสมาชิกสภา อบต. จากการเลือกตั้งในปลายเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ จะต้องพึงระมัดระวังและหาเสียงให้อยู่ในกรอบกฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

ณัฐกร วิทิตานนท์

บทความชิ้นนี้ เขียนขึ้นด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Nobody Knows (2004) ของฮิโรคาสุ โคเระเอดะ ซึ่งถูกดัดแปลงมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 1988 (Affair of the Four Abandoned Children of Nishi-Sugamo) บอกเล่าถึงเด็กพี่น้อง 4 คนที่เป็นลูกต่างพ่อ ไม่มีการแจ้งเกิด ไม่ได้เข้าโรงเรียน ไม่มีตัวตนตามกฎหมาย ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในอพาร์ทเมนต์ โดยที่ไม่มีผู้ใหญ่ดูแล น้องๆ ทุกคนไม่เคยออกไปข้างนอก เพราะต้องหลบซ่อนอยู่ในห้องตามคำสั่งแม่ เมื่อแม่ของพวกเขาหายไปแล้วปล่อยให้เด็กๆ อยู่ด้วยกันตามลำพัง พวกเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือ และพึ่งพากันและกัน จ่ายตลาด หุงหาอาหาร ซักเสื้อผ้าเอง โดยมีพี่ชายคนโตทำหน้าที่เป็นเสมือนหัวหน้าครอบครัว และอยู่กินตามมีตามเกิดในเมืองหลวงนานร่วม 6 เดือน โดย ไม่มีใครรู้ กว่าที่จะมีคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และเด็กเหล่านี้มีตัวตน ก็เมื่อมีโศกนาฏกรรมจนกลายเป็นข่าวครึกโครมแล้ว

ในแง่ศิลปะภาพยนตร์ Nobody Knows นับว่าเป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง แม้จะมิได้เปี่ยมไปด้วยเทคนิคพันลึกนานา แต่ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย ค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็ไม่เยิ่นเย้อเกินจำเป็น รายละเอียดสำคัญๆ ถูกให้มาแบบผ่านเลยไปเรื่อยๆ จนคนดูแทบไม่สังเกตเห็น แก่นเรื่องในเนื้องานก็บอกเล่าอย่างแยบยลและมีชั้นเชิง อย่างไรเสีย มันกลับสามารถกุมคนดูให้เพลิดเพลินไปกับหนังได้ตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวินาทีสุดท้ายในการชม

ด้านนักแสดงที่มารับบทเด่นเป็นเด็กทั้ง 4 คนนั้น ต่างก็เล่นได้กลมกลืนสมบทบาท มีความน่ารัก และเป็นธรรมชาติเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยูยะ ยางิระ เด็กชายวัย 14 ที่รับบทพี่ชายคนโต อาคิระ ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งต้องรับภาระการแสดงอันหนักอึ้งจนเขาสามารถคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีล่าสุดมาได้

ในแง่เนื้อหา หนังมีประเด็นที่ค่อนข้างจะหนักหนาเอาการ ซึ่งง่ายต่อการกลายเป็นหนังประเภทบีบน้ำตาอยู่มาก แต่ผู้กำกับก็กลับไม่ยึดแนวทางเช่นนั้น คือ ไม่พยายามที่จะทำให้มันยิ่งใหญ่จนบีบคั้นอารมณ์คนดูให้ฟูมฟายเกินงาม ทว่า หนังเลือกที่จะปล่อยให้เราสังเกตการณ์ แล้วซึมซับช้าๆ ถึงชะตากรรมของพวกเด็กๆ ท่ามกลางความไม่รู้ไม่เห็นของผู้คนในสังคม โดยปล่อยบรรยากาศความเงียบของหนังทำหน้าที่เชื้อเชิญคนดูให้ได้คิดกันเอาเอง ทำให้ติดตรึงใจนานประหนึ่งมีน้ำตาตกในไปตลอด

พูดกันตามความจริง หนังเรื่องนี้ได้กระตุ้นให้เราหันมาสนใจคนรอบข้างมากขึ้น รวมถึงยังมีรายละเอียดอื่นๆ ในภาพยนตร์ที่สะท้อนอย่างชัดเจนถึงด้านมืดของเมืองที่เจริญทางด้านวัตถุ มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีเทคโนโลยีล้ำยุค และภาคภูมิใจกับความทันสมัย (Modernization) และลุ่มหลงกับความเป็นเมือง (Urbanization) แต่กลับไร้ซึ่งหัวจิตหัวใจมากมาย อย่างน้อยๆ หนังเรื่องนี้ ก็ได้สะท้อนให้เราคิดถึงประเด็นสำคัญใน 2 ประการด้วยกัน คือ

ประการแรก ปัจจัยสำคัญอันสู่ปัญหาสังคม ภาพยนตร์เรื่องนี้ มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาสำคัญๆ ของสังคมเมือง เอาไว้ในหลายฉาก หลายตอน ไม่ว่าจะเป็นการที่เด็กชายตัวเอกในเรื่องเกือบเฮตามเพื่อนด้วยการขโมยของเล่นในร้านสะดวกซื้อ หรือ หญิงสาววัยรุ่นในเรื่องสามารถหาเงินได้โดยง่าย เพียงนั่งเป็นเพื่อนร้องเพลงคาราโอเกะกับชายสูงอายุแค่นั้น ตัวอย่างหลังนี้ ก็สามารถสะท้อนภาพถึงความเปลี่ยวเหงาของคนในสังคมเมืองได้ไม่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ ปัญหาอันเกิดจากความไม่ใส่ใจกันและกันของผู้คนในเมือง สังคมเมืองที่แม้จะมีคนต่อพื้นที่มากกว่าในชนบท แต่ความใกล้ชิด และปฏิสัมพันธ์ต่อกันกลับมีน้อยมา เช่น คนในอพาร์ตเม้นท์เดียวกัน แทบจะไม่เคยพบ ไม่เคยพูดคุยกันเลยด้วยซ้ำ ลักษณะ ตัวใครตัวมัน ที่ถูกนำเสนอให้เห็นในหลายๆ ฉาก เช่น เมียเจ้าของอพาร์ตเม้นท์แวะมาที่ห้องพัก เพื่อทวงถามค่าเช่า และก็ได้พบว่า เด็กๆ อยู่กันตามลำพัง แล้วคิดไปว่าเป็นญาติของผู้เช่าอย่างที่เด็กๆ อ้าง โดยไม่ได้คิดเอะใจสงสัยเลยแม้แต่น้อย ถึงขนาดเด็กชายต้องตระเวนไปหาบรรดาผู้ชายที่เคยนอนกับแม่ เพื่อขอเงินมาประทังชีวิต แม้พวกเขาจะรู้อยู่เต็มอกว่าเด็กๆ กำลังเดือดร้อน แต่กลับไม่มีใครสักคนใส่ใจพอที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงๆ จังๆ กระทั่งพนักงานขายของในร้านสะดวกซื้อที่ดูเหมือนจะใจดีที่สุดแล้ว ก็ทำเพียงพูดคุยถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเท่านั้น หาได้ใส่ใจติดตามไปเยี่ยมเด็กๆ ถึงห้องพักสักครั้ง เกิดอะไรขึ้นกับสังคมเมืองทุกวันนี้ หลายคนรู้ว่าใครกำลังเดือดร้อน แต่จะมีซักกี่คนที่จะสนใจ และใส่ใจในความเดือดร้อนของผู้อื่น หากเป็นไปได้ ความใส่ใจเพียงคนละเล็กละน้อย อาจทำให้สังคมนิยมวัตถุ มีความอ่อนโยนลง และน่าจะช่วยเยียวยาปัญหาสังคมได้ไม่มากก็น้อย

ธีมหลักของหนังเรื่องนี้ ปรากฏชัดในช่วงที่แม่ทอดทิ้งและปล่อยให้เด็กๆ ดูแลกันเอง ด้วยความเยาว์วัย ย่อมทำให้เด็กไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่จะต้องถูกตัดน้ำตัดไฟ ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ หากเกิดในสังคมชนบท ความเอื้ออาทร ความรู้จักใกล้ชิด จะทำให้เด็กๆ ได้รับการเหลียวแลจากผู้ใหญ่ ซึ่งอาจไม่ใช่คนในครอบครัวด้วยซ้ำ แต่ในสังคมเมืองใหญ่ ความเหินห่าง ทำให้ความสนใจใคร่รู้ของผู้คนต่อชีวิตของคนรอบข้างลดน้อยลง เพราะเวลาถูกใช้ไปกับเรื่องส่วนตัวและเห็นแก่เรื่องของตนเองมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสังคมในส่วนของเด็ก ณ วันนี้ อย่างปัญหายาเสพติดก็ดี ปัญหาเรื่องเพศก็ดี ฯลฯ ต่างก็เป็นผลพวงมาจากผู้ใหญ่ที่ไร้ความรับผิดชอบ ทั้งจากผู้ใหญ่ที่ไร้ความรับผิดชอบในครอบครัวเด็กเอง ดังจะได้กล่าวต่อไป และจากผู้ใหญ่ที่ไร้ความรับผิดชอบจากสังคมภายนอกตัวเด็ก เพราะนอกจากผู้ใหญ่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยังหากินวนเวียนอยู่กับความเป็นเด็ก เช่น ความต้องการใช้บริการทางเพศเด็ก การขายเหล้าขายบุหรี่ให้แก่เด็ก การยอมให้เด็กเข้าใช้บริการในสถานบันเทิง การอาศัยเด็กเป็นเครื่องมือในกระบวนการต่างๆ ที่ผิดกฎหมาย เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนในการผลักดันเด็กๆ ก้าวไปสู่จุดมืดอับของชีวิตได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ในแง่นี้ ผู้ใหญ่เสียอีกที่ทำตัวเป็นปัญหา จึงไม่แปลกที่เรามักจะได้ยินได้เห็นเหตุการณ์ทำนองเดียวกับในหนังเรื่องนี้ ทั้งเด็กถูกทอดทิ้ง หรือ ถูกทำร้ายจากคนรอบข้างและสังคมอยู่เป็นประจำ

ประการที่สอง ความสำคัญของสถาบันทางสังคม กับกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม โดยเฉพาะกับสถาบันครอบครัว และโรงเรียน

สถาบันครอบครัวในยุคปัจจุบันได้สูญเสียบทบาทในหน้าที่บางประการไป ในสังคมแบบตะวันตก รวมถึงสังคมที่เปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมมาสู่สังคมอุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิดทุนนิยม ทั้งพ่อและแม่ต่างก็ต้องพากันออกไปทำงานนอกบ้านเสียจนไม่มีเวลาให้กับลูก สถิติการหย่าร้างก็เพิ่มสูงขึ้น จึงได้ทำให้ครอบครัวสูญเสียหน้าที่สำคัญในการสั่งสอนเด็กให้รู้จักการอยู่ร่วมในสังคมไป โดยหน้าที่นี้ได้ตกอยู่กับญาติผู้ใหญ่ พี่เลี้ยง สถานศึกษา กลุ่มเพื่อน โทรทัศน์และคอมพิวเตอร์แทน ทั้งๆ ที่ในบทบาทของแม่นั้น สมควรจะอยู่ใกล้ชิดกับลูก แต่กลับปล่อยปละละเลยไม่สนใจดูแลลูกๆ อย่างดีพอ ตลอดจนพฤติกรรมที่พ่อแม่แสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะกันเอง การดุด่าว่ากล่าวเด็ก ก็อาจทำให้เด็กซึ่งเปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาดกลายเป็นผ้าสีหม่นหมองไปได้ ครอบครัวที่เข้มแข็งเป็นเสมือนปราการหนึ่งที่จะช่วยปกป้องดูแลเด็ก แต่เมื่อเด็กต้องออกมาใช้ชีวิตสัมผัสกับโลกความเป็นจริงภายนอกที่มีผู้คนหลากหลายตามยถากรรม โลกภายนอกจึงเป็นทั้งโลกแห่งการเรียนรู้และเป็นโลกที่อาจทำลายเด็กได้ในขณะเดียวกัน

อีกทั้งเรื่องราวในหนังเรื่องนี้ ก็ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของโรงเรียน ในฐานะอีกสถาบันหนึ่งที่สามารถจะช่วย อบรมและหล่อหลอมเด็กๆ ให้ได้มีความรู้ ทั้งยังมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่จะช่วยสร้างทักษะในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น และยังช่วยคลายเหงา เพื่อให้ได้ใช้ความสดใสของวัยเด็กอย่างเต็มที่ด้วย แต่กับเด็กๆ ในภาพยนตร์ที่ถูกสั่งห้ามปรากฏตัวให้ใครรู้ ไม่มีพ่อแม่ ไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่มีเพื่อน ทำให้เกิดความรู้สึกเปลี่ยวเหงา เราจึงเห็นพวกเด็กๆ แสดงออกอย่างมีความสุขทุกๆ ครั้งที่ได้แอบออกจากอพาร์ตเม้นท์มาเล่นกับเพื่อนในรุ่นราวคราวเดียวกัน ดังนั้น การที่แม่บอกกับลูกชายคนโตว่า ไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียนหรอก เพราะคนดังๆ เขาก็ไม่เรียนหนังสือกัน หรือถ้าไปโรงเรียนแล้ว จะถูกเพื่อนล้อว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อ ทั้งๆ ที่พวกเขาเรียกร้องอยากไปโรงเรียนใจจะขาด การที่แม่ให้เหตุผลเช่นนี้ นอกจากจะฟังดูไม่เป็นผู้ใหญ่ที่ดีแล้ว ยังดูเห็นแก่ตัวอีกต่างหาก

เอาเข้าจริงแล้ว เด็กๆ ต้องการความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ตลอดจนครู และเพื่อน ไม่ต่างอะไรกับคนทุกเพศทุกวัยที่ขาดความรักไม่ได้ (หรือว่าไม่จริง) ผู้เขียนเชื่ออยู่เสมอว่า ถ้าเด็กได้รับความรักแล้ว เมื่อเขาโตขึ้นความรักเหล่านั้นจะถูกส่งต่อไปยังผู้อื่นอีก

หนังเรื่องนี้พยายามตั้งคำถามถึงความเพิกเฉยของผู้คนในบริบทของสังคมเมืองต่อผู้คนรอบข้าง อันสะท้อนถึงภาพ ต่างคนต่างอยู่ ของ สังคมเมือง ที่เรากำลังจะเป็นได้อย่างดีที่สุด เพื่อให้เราได้รู้เท่าทันถึงปัญหาต่างๆ ที่กำลังจะตามมา ในที่สุด

รัฐนันท์ โสภโณดร

ที่จั่วหัวเช่นนี้ ใช่ว่าจะมาเล่าเรื่องเพลง ไว้ใจได้กา ในฐานะเพลงคำเมืองร่วมสมัยสุดยอดนิยมของลานนา คัมมินส์ ลูกสาวสุนทรี เวชานนท์แต่อย่างใด ทว่า ด้วยชื่อของเพลงๆ นี้ ดูจะเหมาะกับสิ่งที่ผมจะได้พูดถึงต่อไปในบทความชิ้นนี้ที่สุดแล้ว ก็จึงได้นำถ้อยคำดังกล่าวมาใช้เป็นหัวข้อๆ นี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงสารที่ผมต้องการจะสื่อได้โดยง่ายยิ่งขึ้นนั่นเอง

(1)

ในช่วงหลายเดือนมานี้ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ ปรากฏข่าวอันหน้าตกใจเกี่ยวกับวัยรุ่นเมืองเชียงใหม่อยู่บ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น ปรากฏวีซีดีลามกจำพวกแอบถ่ายชาย-หญิงหลายคู่กำลังพรอดรักกันทั้งที่อยู่ในเครื่องแบบนักเรียน-นักศึกษา โดยมีสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน อย่างน้ำตกห้วยแก้วเป็นฉากหลัง, 2 นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าเชือดคอสางแค้นผู้จัดการภาคของบริษัทประกันภัยตายคารถยนต์ป้ายแดง ณ บริเวณท่าอากาศยานเชียงใหม่ ในเวลากลางวันแสกๆ

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ ก็มักจะมีข่าวในทำนองเสียๆ หายๆ ของวัยรุ่นในเมืองนี้มาโดยตลอด ทั้งมีกลุ่มวัยรุ่นที่ถูกขนานนามว่าแก๊งซามูไรออกอาละวาดไล่ฟันผู้คนบริสุทธิ์ด้วยความคึกคะนองยามค่ำคืน นักเรียนนักศึกษาหญิงของสถาบันการศึกษาชั้นนำไล่ตั้งแต่กำลังเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษานิยมหารายได้พิเศษด้วยการขายบริการทางเพศ รวมทั้งก็มักจะมีข่าวออกมาตลอดว่า กลุ่มวัยรุ่นในเมืองเชียงใหม่ขณะนี้ นิยมจับกลุ่มรวมตัวมั่วสุมเสพยาเสพติดและเซ็กส์ นักเรียนนักศึกษาชาย-หญิงแอบจับคู่อยู่กันฉันสามี-ภรรยา โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ เด็กสาววัยรุ่นบางรายท้อง บางรายจำคลอดลูกระหว่างเรียน บางรายถึงขั้นต้องทำแท้ง

ขณะเดียวกันก็ยังมีผลการศึกษาออกมาทำให้ได้ขบคิดกันอีกหลายเรื่อง อาทิ ผลการสำรวจของกรุงเทพโพลล์ชี้เชียงใหม่มีปัญหาครอบครัวมากที่สุด ถึงร้อยละ 87.7 ทั้งปัญหาการเงิน ไม่มีเวลาให้กัน ขาดความสัมพันธ์ในครอบครัว ความประพฤติของลูก ที่อยู่อาศัย เป็นต้น ตลอดทั้งในปี 2547 ที่ผ่านมา รายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่า จังหวัดเชียงใหม่มีสถิติการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในประเทศไทย ถึง 380 คน รองลงมาคือลำพูน และเชียงราย เป็นอาทิ

สิ่งต่างๆ ข้างต้น อาจดูเป็นเรื่องปรกติสำหรับใครหลายๆ คนที่มองว่าไม่ว่าจะเมืองไหนๆ ก็ย่อมมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งพูดอีกก็ถูกอีก แต่สำหรับเชียงใหม่ในวันนี้ ปัญหาเหล่านี้ มันมีมากขึ้น และเกิดบ่อยขึ้น จนยากจะยอมรับได้ โดยไม่วิพากษ์วิจารณ์ใดๆ เลย ในส่วนถัดไปนี้ จึงพยายามสะท้อนถึงภาพกระบวนการเปลี่ยนแปลงของเชียงใหม่สู่ความเป็นเมืองใหญ่ อันนำมาซึ่งปัญหาในอีกด้านหนึ่ง มักเรียกกันว่า ปัญหาวัยรุ่น โดยตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับเมืองเล็กทั่วๆ ไปที่แทบจะไม่มีปัญหาเช่นว่านี้เลย

(2)

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้เดินทางไปเยือนเมืองน่านเป็นครั้งแรก และในค่ำคืนหนึ่ง ของเมืองเล็กๆ ซึ่งมีความเก่าแก่ ทว่า ผู้คนไม่พลุกพล่านนัก ผมก็ได้พบปะพูดคุยกับพี่ชายคนหนึ่ง อายุสามสิบกลางๆ ความน่าสนใจติดอยู่กับประโยคหนึ่งซึ่งพี่ชายคนนั้นได้เล่าสู่กันฟัง น้องเจื้อก่อว่า ขนาดอ้ายอายุขนาดนี้แล้วนา อ้ายจะสูบบุหรี่กำ อ้ายยังต้องลักสูบอยู่เลย น่านมันเมือง หน้อย ไปสูบตี้ใดก็มีคนหัน กลัวเปิ้นเอาไปฟ้องแม่

ก่อนหน้านั้นหลายปี ผมก็ได้ยินได้ฟังเรื่องในทำนองนี้มาแล้วครั้งหนึ่งจากเพื่อนคนสนิทของผม ซึ่งเป็นคนภูเก็ต เขาได้เล่าย้อนถึงอดีตตอน ม.ปลาย ของเขาให้ฟังว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขากับพวกเพื่อนๆ พร้อมใจกันโดดเรียน ด้วยความที่ตัวเมืองภูเก็ตก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไร จึงตกลงกันไม่ได้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนกันดี การที่มัวแต่วนเวียนอยู่แถวๆ นั้น สุดท้ายก็มีคนเห็นเข้าจนได้ แน่นอนว่าพ่อแม่เขาจะต้องทราบ ในที่สุด ก็เป็นเรื่องให้ต้องแก้ตัวกันอุตลุด

สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงกับเรื่องราวต่อไปนี้ หลายปีก่อน ผมเองอาศัยอยู่คนเดียวในคอนโดขนาดยี่สิบกว่าชั้นที่กรุงเทพฯ มีอยู่คืนหนึ่ง ด้วยอารมณ์เหงาๆ ผมจึงได้ชวนเพื่อนฝูงมานั่งสังสรรค์กันที่ห้อง เราเฮฮากันตามประสาตลอดทั้งคืน กว่าพวกเราจะตื่นกัน ก็ล่วงเลยจนถึงเวลาข่าวภาคเที่ยงของอีกวันหนึ่งแล้ว ข่าวสำคัญจากสถานีโทรทัศน์หลายช่องในตอนนั้น ทำเอาเราตกอกตกใจกัน ไม่น่าเชื่อครับว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา จะมีคนโดดตึกฆ่าตัวตายในคอนโดที่ผมอยู่ และยิ่งไปกว่านั้น เขาโดดลงมาจากชั้นเดียวกันกับที่ผมอยู่ ห้องของเขาอยู่ใกล้ๆ กับห้องที่ผมอยู่เองครับ

อาจกล่าวได้ว่า กรณีแรกนั้น ได้สะท้อนถึงการละอายต่อการทำชั่วภายในเมืองเล็กๆ ซึ่งผู้คนรู้จักมักคุ้นกันหมด ส่วนกรณีต่อมา ก็ได้แสดงให้เห็นภาพว่า การทำชั่วในเมืองเล็กๆ นั้น หาได้รอดพ้นไปจากสายตาคนรอบข้างไม่ ขณะที่กรณีสุดท้ายก็พยายามขยายความให้เราเข้าใจในบรรยากาศอันแตกต่างของสังคมเมืองในความหมายของสังคมต่างคนต่างอยู่ได้อย่างแจ่มชัดยิ่งขึ้น

(3)

แม้จะมีคำอธิบายสูตรสำเร็จสำหรับปัญหาวัยรุ่นต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วเหล่านี้ว่าเป็นเพราะ ครอบครัวแตกแยก ความเสื่อมของวัฒนธรรมไทย อิทธิพลของสื่อ ผลจากการเอาอย่างวัฒนธรรมตะวันตก ฯลฯ ทว่า โดยส่วนตัวแล้ว ผมกลับเห็นว่าคำอธิบายเหล่านั้นละเลยประเด็นสำคัญประการหนึ่งไป

ผมมองว่า ในหัวเมืองใหญ่ๆ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของแต่ละภาค อันพร้อมด้วยด้วยมหาวิทยาลัย โรงเรียน โรงพยาบาล ธนาคาร ทั้งยังมีสถานที่ราชการอื่นๆ อยู่อีกมากมาย และเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย และความทันสมัยนานา แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับสวนทางกัน เนื่องจากความเปราะบางอ่อนไหวของสังคมรอบข้าง การจัดระเบียบสังคม เพื่อควบคุมพฤติกรรมทางศีลธรรมของวัยรุ่นไทย เช่น การรณรงค์เรื่องการรักนวลสงวนตัว ฯลฯ จะใช้ไม่ได้ผลเลย ตราบใดที่วัยรุ่นจากชนบท รอบนอก และหลายจังหวัด ยังหลั่งไหลกันเข้ามาสู่เมืองอย่างมากหน้าหลายตายิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเพื่อทำงาน หรือ เพื่อเรียน จำนวนมากอาศัยอยู่ตามหอพัก อพาร์ตเมนต์ หรือเช่าบ้านอยู่กันเอง นอกจากนี้ ความเป็นเมืองใหญ่ยังจะส่งผลทำให้เมืองนั้นอุดมไปด้วยแหล่งบันเทิงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงหนัง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ร้านนม ร้านกาแฟ ร้านอินเตอร์เน็ต ร้านหนังสือการ์ตูน ร้านเช่าวีดีโอ ฯลฯ สถานที่เหล่านี้กลายเป็นแหล่งใช้จ่ายเวลาและเงินทองของกลุ่มวัยรุ่นจำนวนไม่น้อย

คนขายข้าวแกงร้านที่คุณกินเป็นประจำ ชื่ออะไร ? คนที่นั่งข้างคุณบนรถแดง เขาทำงานอยู่ที่ไหน ? ยามที่เฝ้าตึก เขาเป็นคนอำเภออะไร ? คนที่ออกจากลิฟต์มาด้วยกัน เขาอยู่ห้องเบอร์อะไร ? นี่คือ สภาพของคนในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ในปัจจุบัน ผู้คนมากมาย แต่ไม่มีใครรู้จักกัน มีพื้นที่ส่วนตัวน้อย แต่กลับมีเกราะป้องกันการรู้จักกันหนาแน่น คนส่วนใหญ่มักตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอก ด้วยรั้วบ้าน หรือ ด้วยผนังกั้นห้อง ทุกคนล้วนต่างเป็นแค่เพียง ใครคนอื่น ของอีกฝ่ายหนึ่ง

การที่ผู้คนในเมืองนี้ส่วนใหญ่ต่างก็มีวิถีชีวิตในลักษณะตัวใครตัวมันนี่เองได้นำไปสู่ปัญหาความขาดแคลนในการเอาใจใส่กันและกันของคนเมือง เกิดอะไรขึ้นกับสังคมเมืองทุกวันนี้ ทำไมความสนใจใคร่รู้ของคนต่อชีวิตรอบข้างจึงลดน้อยถอยลง ทำไมคนถึงได้เห็นแก่เรื่องของตัวเองมากกว่าเรื่องของส่วนรวม หากปัญหานานาเช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นในสังคมเมืองเล็กๆ เชื่อว่า ความรักความอบอุ่นของคนในสังคมนั้นๆ อันเปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ๆ ครอบครัวหนึ่ง ซึ่งรู้จักใกล้ชิดกัน ผู้ใหญ่ที่แม้อาจจะไม่ใช่คนในครอบครัวด้วยซ้ำ ก็คงจะคอยช่วยกันเอาใจใส่สอดส่องดูแลพฤติกรรมลูกหลานได้ดียิ่งกว่านี้เป็นแน่แท้ มิต้องให้ลูกหลานเผชิญกับโลกกว้างใบนี้เพียงลำพังเฉกเช่นในสังคมเมืองใหญ่ๆ แต่อย่างใด นี่ก็คือ หนึ่งในปัญหาสำคัญของสังคมที่ทุกฝ่ายจะต้องพยายามช่วยกันเยียวยาต่อไป

เคยมีคนนิ่งตายอยู่ในรถไฟใต้ดิน และกว่าจะมีคนรู้ว่าเขาตายก็ต้องรอนานถึง 6 ชั่วโมง นั่นคือ บทสนทนาสำคัญจากหนัง Hollywood เรื่องหนึ่ง เป็นการตอกย้ำให้เรารับรู้ว่า ยิ่งโลกเจริญเติบโตมากขึ้นเท่าไร จิตใจของมนุษย์ก็ยิ่งจะห่างไกลกันมากขึ้นเท่านั้น หรือคุณคิดว่าไม่จริง

ณัฐกร วิทิตานนท์