2004

ชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (..) ครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (2540) นั้น มีนัยสำคัญต่อพัฒนาการทางการเมืองการปกครองไทยหลายประการ แต่นัยที่มีความน่าสนใจที่สุดนั้น เริ่มปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นหลังจากที่พรรคเสรีธรรม ตามด้วยพรรคความหวังใหม่ ตัดสินใจยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถทำให้คาดหมายได้ว่า การเมืองไทยในอนาคตกำลังที่จะก้าวย่างเข้าสู่ระบบสองพรรค (Two-party Systems) เฉพาะระหว่างพรรคไทยรักไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ หรือว่าบางทีอาจจะเป็นระบบพรรคเดียว (One-party Systems) โดยพรรคไทยรักไทยเพียงเท่านั้น โดยที่นักวิเคราะห์ทั้งจากแวดวงวิชาการและสื่อสารมวลชนต่างได้ให้น้ำหนักไปในทำนองเดียวกันว่าอย่างหลังน่าจะมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า

ตอกย้ำด้วยการที่ พ... ดร. ทักษิณ ชินวัตร ตั้งเป้าไว้ว่า ในการเลือกตั้ง ส.. ครั้งหน้า พรรคไทยรักไทย จะต้องได้ ส.. 350 คน เป็นอย่างต่ำ หรือ 400 เสียงเป็นอย่างสูง จากสูตร 320 + 80 คือ ส.. แบบแบ่งเขต จำนวน 320 คนจาก 400 คน และ ส.. ในระบบบัญชีรายชื่ออีกไม่น้อยกว่า 80 คนจาก 100 คน (มติชนสุดสัปดาห์ 25-31 .. 2546) ถ้าเป็นเช่นนี้จริงๆ จะเกิดปัญหาอะไรขึ้น คำถามดังกล่าว ถือเป็นวัตถุประสงค์ของบทความในอันที่จะนำเสนอถึงช่องโหว่ซึ่งคาดไม่ถึงประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

กล่าวคือ เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของพรรคการเมือง รัฐธรรมนูญปัจจุบัน กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.. แบบเขตเดียวคนเดียว 400 คน และ ส.. ที่เป็นตัวแทน โดยระบบสัดส่วนตามบัญชีรายชื่อพรรคอีก 100 คน (มาตรา 98) โดยที่ในแต่ละบัญชีรายชื่อซึ่งพรรคการเมืองแต่ละพรรคจัดทำขึ้นนั้น จะต้องมี ไม่เกินบัญชีละ 100 คน (มาตรา 99) ซึ่งการเลือกตั้ง ส.. ในแบบหลังนี้ พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงตามบัญชีรายชื่อพรรคต่ำกว่าร้อยละ 5 ของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด จะไม่ได้รับที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเลย (มาตรา 100)

อย่างไรก็ตาม เพื่อแยกอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารออกจากกัน และเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล รัฐธรรมนูญยังได้กำหนดอีกว่า นายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอีก 35 คน รวมแล้วเรียกว่าคณะรัฐมนตรีทั้งหมดจำนวน 36 คน หากเป็น ส.. จะต้องหมดสมาชิกภาพของการเป็น ส.. (มาตรา 204) ในกรณีที่เป็น ส.. จากเขตเดียวคนเดียวต้องดำเนินการเลือกตั้งซ่อม ส่วน ส.. ที่มาจากบัญชีรายชื่อพรรคหมดไปจำนวนเท่าใดจากพรรคใด ให้มีการเลื่อนขึ้นมาในจำนวนที่เท่ากัน (มาตรา 119)

ทว่าผู้เขียน จะไม่กังวลใดๆ เลย หากว่าระบบการเมืองไทยยังดำรงอยู่ภายใต้ระบบหลายพรรค (Multiparty Systems) เฉกเช่นที่ผ่านมา แต่เนื่องด้วยสภาวะต่างๆ ในปัจจุบัน และบริบทแวดล้อมทางการเมืองอื่นๆ ผนวกกับความพร้อมทางการเมืองอย่างรอบด้านของพรรคไทยรักไทย ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่า การเมืองไทย กำลังจะเข้าสู่ระบบพรรคเด่นพรรคเดียว มากกว่า ระบบสองพรรค ซึ่งตรงนี้เองที่น่าเป็นห่วง เพราะในขณะร่างรัฐธรรมนูญ ส... ในฐานะผู้ร่าง ก็คงไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่า ระบบพรรคฯ ทั้งสองรูปแบบข้างต้น จะเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย และมาอย่างรวดเร็วถึงขนาดนี้ ฉะนั้น จึงส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังคงมีช่องโหว่อยู่พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีตัวอย่างซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไปนี้

เพื่อทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้โดยง่ายนั้น ผู้เขียน ใคร่ขอสมมุติตัวอย่างว่า หากการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงต้นปี พ.. 2548 พิจารณาเฉพาะการเลือกตั้งโดยระบบสัดส่วนตามบัญชีรายชื่อพรรคนั้น จับพลัดจับผลู พรรคไทยรักไทยสามารถได้รับคะแนนจากประชาชนถล่มทลาย จนคิดไปคิดมาแล้วปรากฏว่าได้เต็ม 100 % ของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง คือ ไม่มีพรรคการเมืองอื่นใดเลย ซึ่งได้คะแนนเสียงถึงร้อยละ 5 นั่นเอง จนส่งผลให้พรรคไทยรักไทยคือพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่ได้ ส.. ในแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด จำนวนถึง 100 คนด้วย แล้วต่อมา พ... ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สมัยที่สอง ในฐานะบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรค ก็ได้ตัดสินใจที่จะไม่นำเอาคนนอกมาเป็นรัฐมนตรีแม้แต่คนเดียวด้วย โดยจะเสนอชื่อเฉพาะ ส.. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคในลำดับที่ 2 ถึง 36 ทั้งหมดเท่านั้น ให้มาเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ต้องเลื่อน ส.. แบบบัญชีรายชื่อในลำดับถัดไปขึ้นมาแทนที่ในจำนวนเท่าๆ กัน ส่งผลทำให้ผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีตั้งแต่ลำดับที่ 37 ลงไปถึงลำดับที่ 100 ได้เป็น ส.. ของพรรคไทยรักไทยตามแบบดังกล่าวในลำดับที่ 1 ถึง 64 รวมจำนวนทั้งสิ้น 64 คน แต่ปรากฏว่าพรรคก็ยังได้ ส.. ตามแบบนี้ ไม่ครบ 100 คน คือ คงขาด ส.. ในลำดับที่ 65 ถึง 100 อยู่อีกถึง 36 คน (ดูรูปประกอบ)

ในเมื่อไม่ได้มีบทบัญญัติใดๆ ทั้งในส่วนของรัฐธรรมนูญเอง และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่นๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.. 2541) ที่ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวเอาไว้เลย ก็เลยเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า แล้วทางพรรคไทยรักไทยจะเอา .. ซึ่งคงยังขาดอีก 36 คนนั้น จะมาจากตรงไหน จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อม ส.. จากแบบนี้ขึ้นใหม่ทั้งประเทศเหรอ หรือว่าจะให้ทางพรรคเสนอใครก็ได้ให้มาเป็นแทน ทั้งๆ ที่บุคคลเหล่านั้นไม่ได้มีชื่ออยู่ในบัญชีด้วยซ้ำ แล้วยังจะมีทางออกอื่นๆ อีกบ้างไหม น่าคิดครับ หรือ จะให้พรรคไทยรักไทยได้ ส.. ตามแบบนี้ ด้วยจำนวนเท่าที่มีอยู่ คือ 64 ที่นั่ง แต่เพียงเท่านั้น โดยนำเอาบทบัญญัติมาตรา 101 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ซึ่งระบุว่า ในกรณีที่มีเหตุใดๆ ทำให้ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิกซึ่งได้รับเลือกตั้งจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยคน ให้สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่ มาบังคับใช้โดยอนุโลม แต่ก็มีข้อสังเกตว่า ในมาตราดังกล่าว กล่าวถึงเฉพาะช่วง ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร แล้วหากยึดแนวทางปฏิบัติตามมาตรานี้อย่างเคร่งครัด ก็คงมีคำถามขึ้นมาอีกว่า จะเป็นธรรมกับพรรคไทยรักไทย หรือไม่ อีกทั้งเพราะตามมาตรา 98 วรรคแรกของรัฐธรรมนูญในแง่สถานะกฎหมายสูงสุด ได้บัญญัติเอาไว้อย่างชัดเจนยิ่งว่า สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสี่ร้อยคน

จุดนี้เองที่เป็นปัญหาสำคัญทั้งในเชิงการตีความและในแง่ภาคปฏิบัติของข้อกำหนดหนึ่งในรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งอยากฝากไปยังองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ได้ขบคิดและทำการประเมินเบื้องต้นเสียก่อนว่า จะหาทางแก้ไขอย่างไรได้บ้าง และมีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ทั้งนี้ ก็เพื่อแสวงหาทางออกที่ดีที่สุด อันมีความเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง นักการเมือง ตลอดจนประชาชน และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ต่างๆ แห่งรัฐธรรมนูญ เพราะหากทว่าตัวอย่างสมมุติข้างต้น เกิดขึ้นมาจริงๆ แล้ว ก็อาจจะมีผลกระทบมหาศาลสืบเนื่องเป็นลูกโซ่ไปถึงกระบวนการอื่นๆ ตามบทบัญญัติมากมายในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเช่นกัน

ณัฐกร วิทิตานนท์

ตี้นี่เมืองงามเมืองใหญ่ ตี้นี่ เมืองศิวิไลซ์ ตี้นี่ มีฝันตี้คนรอใฝ่ ตี้นี่ เปิ้นว่าดีแต้ แต่บ่าใจ้บ้านฮา

มีรถ มีคนนักหลาย งามล้ำ คืนค่ำย่ำไป ไฟแจ้ง ฮ้อนแฮงแสงใส คืนนี้ บ่าว่าคืนไหน บ่าใจ้บ้านฮา

ตีแต้ ตี้นี่ มีกุ้สิ่ง ดีจริง ตี่นี่ มีกุ้อย่าง มีตี้เซาะว่าหาสตางค์ มีตี้สร้างอนาคตสดใส แต่บ้าใจ้บ้านฮา

เมืองนี้ ตี้เฮาต้องอยู่ เฮียนฮู้ อยู่สู้ต่อไป วันนี้ก็เปื้อวันใหม่ สู้ต่อไป ต้องสู้ต่อไป ถึงบ่าใจ้บ้านฮา

จะสู้ต่อไป ต้องสู้ต่อไป ถึงบ่าใจ้บ้านฮา

ถ้อยสำนวนข้างต้น คือ เนื้อเพลงทั้งหมดจากเพลง (บ่าใจ้) บ้านฮา ซึ่งอาจจะไม่เป็นที่คุ้นหูของผู้อ่านนัก แต่เป็นเพลงที่โดนใจผมอย่างยิ่ง เพลงดังกล่าว เป็นเพลงลำดับที่ 6 จากอัลบั้มชุดที่ 1 คนที่รักเธอ ภายใต้ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่างจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ของ ปฏิญญา ตั้งตระกูล โดยที่เขาเป็นผู้แต่งทั้งคำร้อง และทำนอง ตลอดจนเรียบเรียงเพลงนี้ด้วยตนเอง

ถึงแม้ในเนื้อเพลง ปฏิญญาซึ่งเป็นคนลำพูน จะไม่ได้บอกกล่าวว่า เมืองใหญ่ในที่นี้หมายถึงเมืองใด แต่พอผมได้ฟังในขณะที่กำลังขับรถอยู่ท่ามกลางความพลุกพล่านบนท้องถนนในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองในฝันของใครต่อใครนั้น เพลงนี้ก็ชวนให้คิดเตลิดไปเองได้ว่า จริงๆ แล้ว เมืองที่ว่าของปฏิญญา ก็คือ เมืองเชียงใหม่นี่เอง เจียงใหม่ เปลี๊ยนไป๋ !!!

อาจกล่าวได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงถาโถมมาอย่างรวดเร็วในห้วงเวลาสองถึงสามทศวรรษที่ผ่านมานี้ (พอๆ กับอายุของผู้เขียน) ย้อนกลับไป หวนนึกถึงตอนที่ผมยังเป็นเด็ก จากคำบอกเล่า จึงได้ทราบว่า หมู่บ้านโชตนานิเวศน์ ที่ซึ่งผมอยู่อาศัยนั้น คือ หมู่บ้านจัดสรรแห่งที่สองของเมืองเชียงใหม่ แต่เป็นแห่งแรกบนถนนสายเหนือนี้ โดยที่บ้านเก่าของผมถือได้ว่าเป็นบ้านหลังแรกของหมู่บ้าน ส่วนหมู่บ้านจัดสรรแห่งแรกนั้น ก็คือ หมู่บ้านอมรนิเวศน์ บรรยากาศของถนนโชตนาขณะนั้น ยังเป็นสองช่องทางแคบๆ รถวิ่งสวนกันไปมา แต่ก็แทบจะไม่มีรถวิ่งกันมากนัก เปรียบได้กับถนนเชื่อมระหว่างอำเภอในพื้นที่ห่างไกลในทุกวันนี้ แต่ทว่า ณ เวลานี้ ถนนหน้าหมู่บ้านผมหาได้เป็นเช่นเคยไม่ การที่ผมจะเลี้ยวเข้าไปยังหมู่บ้านแต่ละครั้งๆ นั้น ล้วนเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างถึงที่สุด เพราะจะต้องฝ่าข้ามรถราที่หลั่งไหลมุ่งเข้าสู่เมืองอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางถนนที่คราคร่ำไปด้วยรถราขวักไขว่

พิจารณาจากภาพในอดีตเปรียบเทียบกับภาพในปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า เชียงใหม่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจริงๆ ผมไปทำงานต่างจังหวัดกลับมาทีไรก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอยู่โดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความเป็นไปของธุรกิจการค้าในเมืองนี้ที่เป็นการเติบโตและล่มสลายอย่างรวดเร็ว

จากที่เราเคยมีห้างสรรพสินค้าใหญ่บนถนนท่าแพเพียงห้างเดียวอย่างตันตราภัณฑ์ แลัวจึงมีตันตราภัณฑ์ช้างเผือก ตามมาด้วยห้างสีสวน และทั้งหมดก็ต้องมีอันเลิกกิจการไปในที่สุด จนถึงวันนี้ เชียงใหม่มีทั้งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ตเต็มไปหมด มีครบทุกยี่ห้อ ถนนอ้อมเมือง จากที่รถเคยวิ่นสวนกันบนสองช่อง ก็กลายเป็นสี่ช่องทางบ้าง แปดช่องทางบ้างอย่างที่เห็น เรายินดีไปกับการที่มีทางยกระดับข้ามแยกแห่งแรกที่แยกดอนจั่น และบริเวณใกล้ๆ กันนั้นเองที่เราก็ได้มีอุโมงค์โอชองซึ่งเป็นทางลอดแห่งแรกด้วยเช่นกัน เราตื่นเต้นไปกับการมาของเซ็นทรัลบนถนนห้วยแก้ว และการมาของแม็คโคร ณ แยกสันกำแพง เราใจหายกับการจากไปของโรงหนังแสตนอโลนแบบดั้งเดิม อย่างโรงภาพยนตร์นครเชียงใหม่ ฟ้าธานี แสงตะวัน มหานคร ต่อมาได้ถูกทดแทนด้วยเมเจอร์ ซินีเพล็กซ์ บัดนี้ ถนนเชียงใหม่ไม่มีรถเมล์เหลืองวิ่งอีกต่อไป แต่กลับมีแท็กซี่วิ่งกันแล้ว ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ คือ แง่มุมของความเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น

ณ เวลานี้ เราจึงได้มีโอกาสเดินห้างอย่างที่คนกรุงเทพเดินกัน เราได้กินอย่างที่คนกรุงเทพกิน เราได้ดูหนังไวพอๆ กับที่คนกรุงเทพได้ดูกัน เรามีที่เที่ยวยามราตรีในสไตล์ที่คนกรุงเทพเค้าชอบๆ เรากำลังจะมีทุกอย่างที่กรุงเทพมี ในที่สุด เราก็จะเป็นอย่างที่กรุงเทพเป็น และที่สำคัญ ก็คือ เราไม่อาจจะหลีกหนีจากปัญหาที่กรุงเทพเผชิญได้เลย

การพัฒนาและความเจริญในแง่นี้ ทำให้เชียงใหม่กลายเป็นแหล่งงานขนาดมหึมา จึงผลักดันผู้คนจากทั่วสารทิศเข้าสู่เมือง ส่งผลทำให้จำนวนประชากรทั้งหมดของเมืองเชียงใหม่ ทั้งที่อาศัยอยู่อย่างเป็นทางการ (ประมาณสองแสนกว่าคน) และไม่เป็นทางการ (ประชากรแฝง: ซึ่งเป็นทั้งนักศึกษา ผู้ที่ทำงานทั้งในส่วนของภาครัฐ / ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยว) โดยรวมแล้วน่าจะมีมากถึงกว่าสามแสนคนยัดทะยานกันอยู่ภายในพื้นที่ของเขตเมืองเพียงไม่ถึงร้อยตารางกิโลเมตร โดยที่ในตัวเมือง มีความหนาแน่นเฉลี่ยมากกว่าพันคนต่อตารางกิโลเมตร สอดคล้องกับสถิติการจราจร ที่บ่งชี้ว่า มีการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองถึงกว่าร้อยละหกสิบของปริมาณการเดินรถทั้งหมด

ปัญหาต่างๆ ของเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาจราจร (รถติด) จะทำให้วิญญาณล้านนาในตัวตนผู้คนชาวเชียงใหม่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ด้วยความความห่วงใย ทุกวันนี้ เราเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า เรามีชีวิตที่แก่งแย่งแข่งขันดิ้นรนกันมากว่าแต่ก่อนหรือไม่ ทั้งการแข่งช่วงชิงความได้เปรียบบนท้องถนน จะไปห้างก็ต้องแย่งกันหาที่จอดรถ จะดูหนังก็ต้องจองตั๋ว ไม่งั้นก็ต้องต่อคิวซื้อตั๋วแถวยาวเหยียด จะกินข้าวแต่ละทีก็ต้องไปคอยก่อนตามบัตรคิวเป็นชั่วโมง ฯลฯ

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมือง นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในตัวเราอย่างช้าๆ ปัญหาต่างๆ รุมเร้า วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป น้ำใจที่เปี่ยมล้นกำลังจะแห้งเหี่ยว สภาพแวดล้อมที่บีบคั้นจะกล่อมเกลาให้คนเชียงใหม่เป็นเช่นนั้น ครั้นไอ้เราจะทำได้ก็เพียงแต่พร่ำบ่นถึงเรื่อยไปเท่านั้น และที่พร่ำบ่นมาถึงตรงนี้ ก็เพียงเพื่อจะบอกว่า ถึงวันนี้ เจียงใหม่ บ่าใจ่บ้านฮา เสียแล้ว

ตามความหมายแรก ในความหมายของเจ้าของบ้าน ก็คงจะลำบากใจไม่น้อยที่บ้านของเราเอง ซึ่งเราได้อยู่อาศัยมานมนานนั้น บัดนี้ กลับเต็มไปด้วยผู้คนมากมายมาขออยู่อาศัยกับเราด้วย ในความรู้สึกลึกๆ บ้านนี้ แม้จะเป็นบ้านของเราเอง แต่ก็ดูคล้ายๆ กับว่าจะไม่ใช่บ้านเดียวกันกับที่เราเคยอยู่มาก่อนเสียแล้ว ฉันใดฉันนั้น ในความหมายต่อมา ความหมายของผู้อยู่อาศัย ก็คงจะอึดอันใจเช่นเดียวกัน โดยไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะต้องไปอาศัยอยู่บ้านของคนอื่น ทั้งที่ มิใช่ บ้านของตน จะพร้อมใจ เต็มใจ หรือ จำใจ จนใจ ด้วยเหตุผลหรือความจำเป็นใดๆ ก็สุดแล้วแต่ ทว่าทั้งสองความหมายข้างต้นนี้ ล้วนเข้าข่าย คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก ทั้งนั้น

เพลงนี้จึงเป็นอีกบทเพลงหนึ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง อย่างน้อยๆ มันก็สามารถทำให้ผู้ฟังอย่างเราท่านได้ครุ่นคิดถึงปัญหาของเมืองที่เราอยู่อาศัยบ้างไม่มากก็น้อย หากพวกเราไม่ช่วยกันต่อสู้ทัดทานเอาไว้ ภาพของเจียงใหม่ ในสักวันหนึ่ง ก็คงจะไม่ต่างอะไรไปจากกรุงเทพ ในวันนี้ เท่าใดนัก จะสู้ต่อไป ต้องสู้ต่อไป เพื่อเจียงใหม่บ้านเฮา

ณัฐกร วิทิตานนท์

มหาลัย มหาหลอก เด็กชายบ้านนอก เด็กหญิงบ้านนา ร่ำเรียนรู้ในวิชา แต่จบออกมายังไม่มีงานทำ ให้แข่งกันเรียนแล้วแข่งกันรวย บ้างไปได้สวย บ้างไปได้เสีย ออกย่ำเดินทางร่างกายอ่อนเพลีย หัวใจละเหี่ย โหยหางานทำ... ผลิตผลบนความใฝ่ฝัน ความจริงเรานั้นหลงลืมกันไป มัวแต่ปลูกฝังค่านิยมนิยาย ปริญญางมงาย มหาลัยงมเงา...

ถึงแม้บนเพลงข้างต้น แอ๊ด คาราบาว จะแต่งขั้นมาเป็นเวลาถึงกว่ายี่สิบปีแล้ว แต่ทว่ากลับยังคงสะท้อนภาพง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาของระบบการศึกษาไทยในระดับอุดมศึกษา ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา และยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบันได้เป็นอย่างดี จนรู้สึกทึ่งทุกครั้งที่มีโอกาสได้ฟังเพลงนี้ ในมุมมองของคนทั่วไป มักมองว่ามหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาในระดับที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในอันที่จะกำหนดทั้งทิศทางชีวิตของตัวผู้เรียนเอง ตลอดจนความเป็นไปของท้องถิ่น ไล่เรื่อยไปถึงอนาคตของประเทศชาติ แต่นั่นก็เป็นเพียงความคาดหวังต่อการศึกษาไทย ซึ่งความเป็นจริงกลับห่างไกลออกจากความคาดหวังเหล่านั้นไปเรื่อยๆ เนื่องจากกระแสการสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้เพิ่มมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนที่ได้ให้ภาษีกับผู้จบปริญญาว่ามีความสามารถในการปกครองประเทศมากกว่าผู้ที่ไม่จบปริญญา จากสภาพเหล่านี้เองทำให้สังคมไทยบีบรัดให้คนไทยกระหายกระดาษสีขาวที่เรียกว่า ปริญญา และจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าหากได้กระดาษใบนี้มาจากมหาวิทยาลัยของรัฐ เพราะนั้นเท่ากับเป็นใบเบิกทางเพื่อประกันความสำเร็จขั้นต่อไปของชีวิตได้ หรืออย่างน้อยๆ ก็ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่เอาไปอวดใครต่อใครได้ ดังนั้น ด้วยเหตุที่ความต้องการที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมีสูงมากขึ้น ประจวบเหมาะกับเกิดเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งบีบให้รัฐบาลจะต้องรัดเข็มขัด โดยให้อิสระกับมหาวิทยาลัยมากยิ่งขึ้น ด้วยการให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ ลึกๆ แล้ว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายโดยรวมของภาครัฐ อันทำให้งบประมาณที่มหาวิทยาลัยต่างๆ จะได้จากรัฐบาลจะลดน้อยลงไปเป็นเงาตามตัว วิธีคิดแบบต้นทุนกำไรจะก้าวเข้ามามีอิทธิพลต่อมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งอย่างยากจะหลีกเลี่ยง สภาวการณ์เช่นนี้นี่เองที่นำมหาวิทยาลัยไปสู่ความเป็นตลาดปริญญาโดยปริยาย กล่าวคือ ด้วยความต้องการหารายได้เลี้ยงตัวเอง ทำให้มหาวิทยาลัยต้องแปรสภาพความรู้ หรืออีกนัยหนึ่ง ปริญญาได้กลายเป็นสินค้าแล้ว มหาวิทยาลัยจึงไม่ต่างอะไรไปจากตลาดที่นำเอาความรู้ หรือปริญญาออกเร่ขาย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าจำนวนมากที่ใคร่อยากได้ปริญญา พิจารณาได้จากการเปิดหลักสูตรต่างๆ มากมายของทุกมหาวิทยาลัย ทั้งในระดับปริญญาตรี ทั้งภาคพิเศษในเวลาราชการ สำหรับกวาดต้อนนักเรียน ม.6 ที่พลาดหวังจากการสอบเอ็นทรานซ์ ภาคพิเศษนอกเวลาราชการสำหรับคนทั่วไป ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือกได้ตามสะดวกว่าจะเรียนภาคค่ำวันธรรมดา หรือเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ บางหลักสูตรเร่งรัดมากถึงขนาดทำให้สามารถเรียนจบการศึกษาได้ภายในเวลา 1 ปี ด้วยการเทียบโอนประสบการณ์ชีวิตให้ ทั้งๆ ที่กับนักศึกษาภาคปกติในหลักสูตรเดียวกัน พวกเขาเหล่านั้นจะต้องใช้ความพยายามตั้งหน้าตั้งตาเรียนถึง 4 ปี จึงจะได้ปริญญา ตลอดจนในระดับบัณฑิตศึกษาทั้งปริญญาโท ปริญญาเอก มีให้เลือกมากมายสารพัดหลักสูตรที่พอจะหาจุดขายเพื่อดึงคนให้มาสมัครเรียนได้ จุดขายที่ว่านี้มีทั้งหลักสูตรที่จบแล้วจะได้ถึง 2 ปริญญา เช่น มีที่ได้ทั้ง MPA ควบ MBA จนถึงขนาดที่เรียนในไทยแต่จะได้ปริญญาจากสถาบันในต่างประเทศควบด้วยอีกใบหนึ่งยังมี หรือปริญญาโทบางหลักสูตรที่สามารถรวบรัดจนจบได้ภายใน 1 ปี เพราะไม่มีทั้ง Thesis และ Independent Study หรือจะเป็นหลักสูตรพิเศษเพื่อผู้บริหารในระดับต่างๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ประสงค์จะเรียนเพื่อเข้าสังคมมากกว่าเอาปริญญา เป็นต้น ในห้วงเวลาต่อไปนี้ หลังจากความต้องการเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ภาพแห่งการแข่งขันกันแย่งลูกค้าของหลักสูตรต่างๆ จะปรากฏชัดแจ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเงื่อนไขของเวลาในการจบการศึกษา หลักสูตรใด สถาบันใดสามารถทำได้รวดเร็วกว่าย่อมได้เปรียบ ถ้ามองในด้านหนึ่ง ลักษณะเช่นนี้อาจเป็นสิ่งดี เพราะเท่ากับเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาให้กว้างขวางมากขึ้น ทว่า คงเป็นประโยชน์ในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ และเมื่อพลิกกลับมาดูอีกด้านหนึ่ง จะพบว่าโอกาสทางการศึกษาที่ขยายมาขึ้นนั้น กลับกระจุกอยู่กับกลุ่มคนที่มีเงินพอจ่ายค่าหน่วยกิต หรือพอจะกัดฟันจ่ายค่าเทอมที่ราคาสูงกว่าการเรียนตามปกติหลายเท่า เพื่อให้ได้ปริญญามาเสริมดวง เสริมบารมี เรียนเพื่อเข้าสังคม หรือสร้างเครือข่ายให้กว้างขวางเพื่อโอกาสทางธุรกิจ หรือหน้าที่การงาน หรือว่าเรียนเพื่อเสริมความรู้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามเจตนาของแต่ละบุคคล นอกเหนือจากนี้ บัณฑิตที่เป็นผลิตผลจากตลาดการศึกษาไทย เมื่อแข่งกันเรียนจนจบปริญญาแล้ว ก็มักจะมุ่งแข่งกันรวยอีก โดยเรามักจะวัดระดับความสำเร็จของบัณฑิตจากเงินเดือนที่ได้รับ ผนวกกับสภาพสังคมไทยที่นับถือวัตถุมากกว่าจิตใจ ทำให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่ายินดีกับใบปริญญาที่ได้รับ โดยหลงลืมกันไปว่าเงินที่ใช้เรียนนั้น ส่วนหนึ่งมาจากภาษีของคนอื่นๆ ทั่วประเทศ บัณฑิตที่จบการศึกษาแต่ละปีนับหมื่นคน แต่จะมีสักกี่คนที่มีความคิดที่จะตอบแทนสังคมก่อนที่จะไปแย่งกันหาเงินในตลาดแรงงาน หรืออย่างน้อยเพียงมีความคิดถึงประโยชน์ร่วมกันของคนสังคมบ้างก็นับว่าดีมากแล้ว เมื่อสำนึกส่วนรวมของบัณฑิตมีน้อย มหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้ร่วมสร้างสำนึกเพื่อส่วนรวมให้แก่บัณฑิต สังคมไทยเลยเป็นสังคมที่ปริมาณคนมีการศึกษามากขึ้น แต่คุณภาพกลับลดลง ดังนั้น การศึกษาในมหาวิทยาลัย ในขณะนี้หลอกให้เราคิดไปว่าเราเป็นคนที่มีความรู้ทางวิชาการ เป็นคนเก่งกว่าคนที่จบแค่มัธยม ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงเราอาจเป็นเพียงคนที่มีโอกาสทางการศึกษา แต่ไม่ได้เป็นคนที่ได้รับการศึกษา (Educated Person) ที่สามารถหาความรู้ เรียนค้นคว้าได้ด้วยตัวเอง คิด และตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล มหาวิทยาลัยอาจสร้างคนเก่ง แต่สังคมจะต้องช่วยกันสร้างคนดี เพื่ออุดช่องว่างที่มหาวิทยาลัยละเลย เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีจิตใจสาธารณะ (Public Mind) อย่างเต็มเปี่ยม

รัฐนันท์ โสภโณดร