2003

พูดกันตามความจริง เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปีพุทธศักราช 2540 ในมาตรา 52 ของหมวดสิทธิและเสรีภาพ และมาตรา 82 ของหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับ นโยบายการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่นิยมเรียกกันเสียจนติดปากว่า นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งถือได้ว่าเป็นนโยบายสำคัญสำหรับประชาชนคนไทยของรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย ในแง่ที่ว่า เพื่อสร้างโอกาสที่สะดวกในการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน ไม่ได้รับการเลือกปฏิบัติ โดยเน้นการบริการผ่านเครือข่ายบริการปฐมภูมิ โดยหวังว่าประชาชนคนไทยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในที่สุด

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ของ ภคพร โสภโณดร เรื่อง ประสิทธิผลของการนำนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (โครงการ 30 บาทฯ) ไปปฏิบัติ : กรณีศึกษาโรงพยาบาลใน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จึงนับว่ามีความน่าสนใจยิ่ง

การศึกษาในเรื่องดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญก็เพื่อให้ทราบถึงประสิทธิผลในการนำนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปปฏิบัติ ตลอดจนเพื่อค้นหาปัญหา และอุปสรรคสำคัญต่างๆ อีกด้วย โดยอาศัยวิธีการศึกษาวิจัยแบบผสมผสานกันทั้งลักษณะการวิจัยเชิงคุณภาพ ในรูปแบบการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้สันทัดกรณี จำนวน 13 ท่าน และการวิจัยเชิงปริมาณ ในรูปแบบการเก็บแบบสอบถามจากผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ จำนวน 200 ตัวอย่าง ในพื้นที่ 4 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่, โรงพยาบาลเทศบาลนครเชียงใหม่, โรงพยาบาลแมคคอร์มิค และโรงพยาบาลเชียงใหม่ราม 2 สำหรับการกำหนดขอบเขตของการศึกษานั้น ได้อาศัยวัตถุประสงค์หลักของนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งใน 3 ด้าน มาใช้เป็นกรอบตัวชี้วัดประสิทธิผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติ

ผลจากการศึกษา บ่งชี้ว่า การนำนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปปฏิบัติในภาพรวมค่อนข้างที่จะมีประสิทธิผล อยู่ในระดับพอใช้ โดยมีประสิทธิผลในระดับที่แตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์ในแต่ละประการ กล่าวคือ

(1) ความสะดวกในการเข้ารับรักษาพยาบาล และการบริการทางการแพทย์ : การนำวัตถุประสงค์ประการนี้ไปปฏิบัติถือได้ว่ามีประสิทธิผล คือ ประชาชนมีความสะดวกในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ อันเนื่องมาจากรูปแบบที่กำหนดการให้สิทธิรักษาพยาบาลกับทางโรงพยาบาลนั้น ได้แบ่งขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลให้ใกล้ๆ กับบ้านของประชาชน โดยยึดถือเอาตามทะเบียนบ้าน บนหลักการ ใกล้บ้าน ใกล้ใจ เป็นสำคัญ จึงทำให้ประชาชนสามารถเดินทางมารับบริการได้โดยสะดวก อีกทั้งในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่เองก็มีโรงพยาบาลทั้งของรัฐ และเอกชนเข้าร่วมโครงการฯ มากถึง 13 โรงพยาบาล ทำให้สามารถกระจายพื้นที่ของการให้บริการได้ครอบคลุมประชาชนในส่วนต่างๆ ของอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้อย่างค่อนข้างทั่วถึง

(2) การได้รับการบริการทางการแพทย์ที่เท่าเทียม ไม่ได้รับการเลือกปฏิบัติ : การนำวัตถุประสงค์ประการนี้มาปฏิบัติค่อนข้างมีประสิทธิผลอยู่พอสมควร คือ สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่เห็นว่า ได้รับการบริการทางการแพทย์ที่เท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัตินั้นมีมากกว่า แต่ไม่ได้แตกต่างจากกลุ่มที่ยังมองว่าได้รับการบริการทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และยังไม่มีความมั่นใจในคุณภาพการรักษาภายใต้โครงการนี้มากสักเท่าใดนัก เพราะการปฏิบัติงานตามกรอบ กฎระเบียบ และกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดมาจากส่วนกลางนี่เอง อย่างเช่น เรื่อง สถานที่ตั้งของศูนย์บริการโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในโรงพยาบาล และเรื่อง ยา เป็นต้น ซึ่งทำให้คนเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเสมอภาคเท่าเทียมกันเมื่อใช้สิทธิบัตรทองตามโครงการฯ มากกว่า ดังนั้น ปัญหาของประเด็นนี้จึงอยู่ที่ตัวนโยบายมากกว่าตัวผู้ที่นำนโยบายไปปฏิบัติ

(3) ระบบสาธารณสุขที่มีความพร้อมโดยเน้นการบริการผ่านเครือข่ายบริการในระดับปฐมภูมิ : การบริการในระดับปฐมภูมิเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการบริการทางการแพทย์ตามแนวคิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตามหลักการ สร้างนำซ่อม แต่ทว่าวัตถุประสงค์ประการนี้กลับเป็นส่วนที่ไม่มีประสิทธิผลมากที่สุดในการนำเอามาปฏิบัติ คือว่า ประชาชนส่วนใหญ่แทบจะไม่เคยได้รับการดูแล และส่งเสริมสุขภาพในเชิงรุกเลย ส่วนทางฝ่ายที่นำเอานโยบายไปปฏิบัติเองก็ยังไม่สามารถดูแลประชาชนอย่างเป็นองค์รวมได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากบุคลากรที่รับผิดชอบ ยังไม่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเวชศาสตร์ครอบครัวและชุมชนอย่างเพียงพอ รวมถึงเรื่องของงบประมาณที่ยังคงไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานในเชิงรุกอีกด้วย

ขณะที่ ปัญหา และอุปสรรค ในขั้นตอนของการนำนโยบายไปปฏิบัตินั้น พอที่จะสรุปคร่าวๆ ได้ดังนี้

ปัญหาสำคัญในระดับปฏิบัติงานของฝ่ายที่ให้บริการทางการแพทย์ที่ประชากรกลุ่มตัวอย่างรับรู้มากที่สุด ได้แก่ ปัญหาการได้รับบริการทางการแพทย์ที่ล่าช้า อีกทั้งปัญหานี้ยังมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับปัญหาที่ประชาชนกลุ่มตัวอย่างพบมากอีกปัญหาหนึ่ง คือ ปัญหาในแง่ที่บุคลากรที่ให้บริการดูแลรักษาสุขภาพมีจำนวนไม่เพียงพอ

สำหรับปัญหาในขั้นตอนของการรับเอานโยบายมาปฏิบัติที่เกิดขึ้นมาดังกล่าวข้างต้นนั้น ส่วนสำคัญก็เนื่องมาจากปัญหาในระดับที่สูงขึ้นไป นั่นก็คือ ปัญหาในระดับของนโยบายที่ยังคงมีปัญหาอันเป็นอุปสรรคสำคัญในหลายประการ ซึ่งที่สำคัญๆ ก็จะมีปัญหาเรื่องงบประมาณ ปัญหาความไม่ชัดเจนของข้อกำหนดต่างๆ ที่ออกมาบังคับใช้แบบไร้ทิศทาง จากผู้บังคับบัญชาทั้งที่เป็นฝ่ายการเมือง และที่เป็นฝ่ายข้าราชการประจำในระดับสูง นั่นเอง

แน่นอนว่า เมื่อทำการเชื่อมโยงปัญหาในระดับนโยบายที่ผู้ให้บริการทางการแพทย์ตามโครงการนี้ประสบกับปัญหาในระดับปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ประสบเข้าด้วยกันแล้ว จะพบว่า ปัญหาทั้งในสองระดับ มีความเกี่ยวข้อง และส่งผลถึงกันอย่างยิ่ง ในลักษณะที่ว่า นโยบายในภาพรวมซึ่งถูกกำหนดโดยฝ่ายการเมืองกลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญในการรับเอานโยบายไปปฏิบัติตามโดยฝ่ายข้าราชการ อันส่งผลต่อเนื่องไปยังประชาชน ผู้ใช้บริการในที่สุด

ท้ายที่สุดนี้ อาจกล่าวได้ว่า นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ยังหาได้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างแท้จริงไม่ ทั้งนี้เนื่องจากรูปแบบที่รัฐบาลกำหนดออกมานั้น ยังมีอีกหลายประการที่ยังคงแตกต่างและห่างไกลจากเจตนารมณ์แห่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างที่ควรจะเป็นอยู่มาก กระนั้นก็ดี นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งช่วยให้เกิดความยุติธรรมทางสังคม ก็สมควรดำเนินการต่อไป แต่จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมจากเดิมตามสมควร และควรปรับปรุงนโยบายนี้ให้อยู่ได้ และมีประสิทธิผล ถ้าประสบความสำเร็จได้ก็จะทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

รัฐนันท์ โสภโณดร

จากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ..2544 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปรากฏว่าพรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งเข้ามามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง การที่พรรคไทยรักไทยได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนอย่างท่วมท้นนั้น ในมุมมองของสื่อมวลชนและนักวิชาการทางรัฐศาสตร์โดยทั่วไป เชื่อว่าเป็นเพราะนโยบายแนวประชานิยมของพรรคที่ได้ถูกนำเสนอต่อคนไทยทั้งชาติผ่านทางการรณรงค์หาเสียง โดยใช้ช่องทางของสื่อต่างๆ เข้ามาช่วยทั้ง โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ ป้าย รวมถึง สื่ออินเตอร์เน็ต นั่นเอง

พูดกันตามความจริง นโยบายต่างๆ ดังกล่าว คือ ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งอันส่งผลทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะเหนือพรรคการเมืองคู่แข่งอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ นโยบายการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งหมายถึง โครงการที่ผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์เสียค่าธรรมเนียมในการรักษาพยาบาล 30 บาทต่อการรักษาโรค 1 ครั้ง หรือที่นิยมเรียกกันเสียจนติดปากว่า นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค และได้กำหนดวัตถุประสงค์สำคัญๆ กล่าวโดยรวมๆ คือ เพื่อสร้างโอกาสที่สะดวกในการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน ไม่ได้รับการเลือกปฏิบัติ โดยเน้นการบริการผ่านเครือข่ายบริการปฐมภูมิ

กระนั้นก็ดี บทความนี้ไม่ได้มุ่งที่จะชี้ให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้ว ชัยชนะของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งเมื่อครั้งที่ผ่านมา คือ การยอมรับต่อนโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค ใช่หรือไม่ แต่ทว่าจะมุ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของนโยบายสามสิบบาทฯ ของพรรคไทยรักไทยที่จะมีผลต่อการเมืองไทยในอนาคต มากกว่า

ผลของการศึกษาจากวิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ของ ภคพร โสภโณดร เรื่อง ประสิทธิผลของการนำนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (โครงการ 30 บาทฯ) ไปปฏิบัติ : กรณีศึกษาโรงพยาบาลใน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ บ่งชี้ว่า การนำนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปปฏิบัติในภาพรวมค่อนข้างที่จะมีประสิทธิผล อยู่ในระดับพอใช้ โดยมีประสิทธิผลในระดับที่แตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์ในแต่ละประการ และสมควรดำเนินนโยบายต่อไปโดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมจากเดิมตามสมควร

ขณะที่ผลการสำรวจยังพบอีกว่า ประชาชนถึงกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับนโยบายนี้ ขณะที่มีประชาชนเพียงร้อยละ 4 และเพียงร้อยละ 7 เท่านั้น ซึ่งไม่เห็นด้วย และไม่แน่ใจต่อนโยบายดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า การที่พรรคไทยรักไทยจับเอาเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านี้ขึ้นมาเป็นนโยบายจุดขายสำคัญนั้น สามารถที่จะเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึก และตรงกับความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดียิ่ง

กอปรกับแน่นอนว่า เมื่อสอบถามด้วยคำถามว่า ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งหน้า ท่านคิดว่า ท่านจะพอใจเลือกพรรคการเมืองใดมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มักจะตอบว่าพอใจที่จะเลือกพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ มากที่สุด ถึงกว่าร้อยละ 50 ด้วยเช่นกัน ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 13.5 ตอบว่าพอใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และมีอีกประมาณร้อยละ 32.0 ที่ตอบว่ายังคงไม่แน่ใจ

2 ปีหลังการเลือกตั้ง ถึงแม้ว่า นโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากหลายฝ่าย ถึงเรื่องของความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ความเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ทั้งที่งบประมาณของรัฐบาลขณะนี้มีอยู่อย่างจำกัด แต่ทว่า หากพิจารณาเฉพาะตัวเลขข้างต้น สามารถอนุมานโดยรวมได้ว่า พรรคไทยรักไทย ยังได้คะแนนนิยมจากประชาชนมากกว่าครึ่ง และอาจกล่าวได้ว่า นโยบายสามสิบบาทฯ มีส่วนผูกพันทางการเมืองในเชิงนโยบายกับประชาชนอย่างยิ่ง กล่าวคือ กลุ่มตัวอย่างที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ และพวกที่ประเมินการนำนโยบายนี้ไปปฏิบัติว่ามีประสิทธิผลแล้ว ส่วนใหญ่มักมีแนวโน้มที่จะตอบว่า จะเลือกพรรคไทยรักไทย อย่างชัดเจน

สุดท้ายนี้ ผู้เขียน มองว่า นโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรคคือตัวแปรสำคัญตัวแปรหนึ่งที่จะสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตรทางการเมืองในประเทศไทยในระยะประมาณหนึ่งทศวรรษข้างหน้าได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ (1) รูปแบบโครงสร้างของรัฐไทยในอนาคต จะเป็นไปในลักษณะ รัฐนิยม / นิยมรัฐ ซึ่งสะท้อนภาพของรัฐที่มีอำนาจมาก และมีความเป็นอิสระสูงในการกำหนด และบังคับใช้นโยบาย รวมทั้งมีเอกภาพที่ค่อนข้างมีความแน่นอนด้วย โดยอาจมีแนวโน้มที่รัฐจะต้องผูกขาดอำนาจในเชิงนโยบายเอาไว้ ถ้ายอมรับกันว่า จุดหมายของการพัฒนาการเมืองอยู่ที่การปกครองน้อยลง สภาวะปัจจุบันในส่วนของรัฐอาจจะกำลังคลี่คลายไปสู่จุดตรงข้ามด้วยซ้ำ และ (2) ด้วยความพร้อมทางการเมืองอย่างรอบด้านของพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ ต้นทุน นักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยเงื่อนไขในเชิงนโยบายสาธารณะต่างๆ ล้วนแล้วแต่ส่งผลทำให้พรรคไทยรักไทยได้เปรียบพรรคอื่นทุกพรรคในการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งต่อไป และน่าจะเอื้อให้พรรคไทยรักไทยเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปกุมอำนาจรัฐได้ต่อเนื่องอีกยาวนาน ในที่สุด

รัฐนันท์ โสภโณดร

ณัฐกร วิทิตานนท์

ผมอัดอั้นตันใจมากเหลือเกินครับกับผลของการประเมิน รวมถึงมาตรการสำหรับใช้ในการประเมินผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บังคับการตำรวจ ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ (20/2/2546) ในห้วงเวลาเกือบหนึ่งเดือน หลังการประกาศสงครามกับยาเสพติดถึงขั้นแตกหัก

ผมมองว่า หลายจังหวัดใน 23 จังหวัดที่ไม่ผ่านการประเมินครานี้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมดีอยู่แล้ว แต่ทว่า มหาดไทย กลับมองว่า สอบตก อย่างเช่น เชียงราย ซึ่งถือได้ว่าเป็นจังหวัดตัวอย่างที่สามารถยึดทรัพย์ขบวนการยาเสพติดได้สูงที่สุดมาเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ในปีที่ผ่านมากว่า 400 ล้านบาท และยังมีผลงานอื่นๆ อีกมากมาย อันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปจากหลายฝ่าย เป็นต้น

ซึ่งหากพิจารณาจากมุมมองของมหาดไทยในฐานะผู้ประเมิน จะพบว่า ประการแรก ตัวชี้วัดซึ่งใช้นั้นขึ้นอยู่กับจำนวนตัวเลขของผู้ค้าที่จะต้องจับให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย คือต้องมากกว่า 5 % ขึ้นไป โดยยึดตามบัญชีที่ทางจังหวัดเองนั่นแหละที่ส่งไปให้ (ข้อโต้แย้ง: ถ้าจังหวัดส่งไปให้ทราบน้อย หรือ ส่งไปให้รู้แต่เฉพาะผู้ค้ากระจอกๆ ซึ่งจะจับเมื่อใดก็ได้ เสมือนการแหกตา อันนี้ก็รอดตัวไป ส่วนจังหวัดอื่นที่ทำกันอย่างเอาจริงเอาจังแล้วส่งรายชื่อเพื่อให้ทราบอย่างละเอียด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง โดยหวังอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากจังหวัดอื่นๆ ในการช่วยกันดำเนินการติดตามตัว และจับกุมตามรายชื่อในบัญชีของตนเองที่มีอยู่ เพราะว่าผู้ค้าส่วนใหญ่ได้หลบหนีออกจากพื้นที่ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่อาจรู้ได้เสียแล้ว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็เลิกค้าเลิกขายตามนโยบายฯ รัฐบาล แล้วหันไปประกอบอาชีพสุจริตเรียบร้อยแล้ว ส่งผลทำให้จังหวัดจำพวกหลังๆ นี้ เหนื่อยแน่นอนในการปราบปรามให้ได้ผลตามเป้าหมาย)

และ ประการต่อมา คือ การกำหนดขอบเขตการวัดเพียง 15 วัน หลังจากการประกาศสงครามฯ (ข้อโต้แย้ง: โดยที่ก่อนหน้านี้ คุณจะตั้งใจแค่ไหน ทำงานมาดีเพียงใด มหาดไทยไม่เคยสนด้วย)

แน่นอน การที่ผมมองว่าวิธีการวัดแบบนี้ ยังไม่เหมาะสม เนื่องจากว่า หนึ่ง ตัวชี้วัดมีมุมมองที่แคบจนเกินไป ไม่ครอบคลุมอย่างรอบด้าน คือ พิจารณาเฉพาะตัวเลขผู้ค้าในบัญชีที่ถูกจับตัวไปดำเนินคดี หรือถูกวิสามัญฆาตกรรม หรือถูกฆ่าตัดตอน เพียงประการเดียว เชื่อหรือไม่ว่า หากพิจารณาจากข้อมูลจริงๆ ในพื้นที่แล้ว มักจะพบว่า ส่วนใหญ่ของพวกผู้ค้าที่ถูกฆ่าตัดตอนไปหลายร้อยศพนั้น จำนวนหนึ่งซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของตำรวจ

ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นตำรวจในแบบที่มองว่าไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ได้ กล่าวคือ ไม่เห็นแก่ มนุษยธรรม หรือ สิทธิมนุษยชน ใดๆ เลย คือคิดว่ายิงทิ้งมันง่ายกว่าเยอะ ไม่ต้องไปวุ่นวายขยายผลต่อเนื่องอีก ชัดเจนว่าลักษณะนี้คือการหวังผลระยะสั้น โดยไม่ครอบคลุมถึงวิธีการในเชิงรุกอื่นๆ เช่น การยึดทรัพย์ อันได้แก่ การตัดแขนขาของผู้ค้า ขบวนการ และเครือข่ายอย่างแท้จริง มากกว่าที่จะจับไปแล้วยังปล่อยให้พรรคพวกญาติพี่น้องของผู้ค้าเหล่านี้ให้มีบารมีอยู่ลอยหน้าลอยตากันต่อไปได้ และการรณรงค์บำบัดฟื้นฟู บางจังหวัดต้องยอมรับว่า แทบไม่เหลือผู้เสพแล้วก็ว่าได้ เพราะมีฐานข้อมูลสารสนเทศที่ดี อีกทั้งยังมีชุดมวลชนสัมพันธ์ที่ทำงานอย่างเป็นระบบ จึงส่งผลทำให้คนที่เคยค้าก็เลิกค้าไป คนที่คิดจะค้าก็ไม่กล้าที่จะคิดอีก คนที่ติดก็เลิกเสพกันไปเยอะแล้ว เป็นต้น ซึ่งชัดเจนมากว่าวิธีการเหล่านี้คือวิธีการในระยะยาวที่แท้จริง

สอง ขอบเขตของการประเมินไม่คำนึงถึงผลงานในอดีตก่อนหน้าด้วย ทำให้คนที่เป็นคนทำงานที่แท้จริงท้อแท้ ขณะที่ นักสร้างภาพ หรือ พวกที่สุกเอาเผากิน ก็จะทำกันไปแบบไฟไหม้ฟางบ้าง แบบขอไปทีบ้าง สามารถที่จะเอาตัวรอดไปได้อย่างสบายๆ ขณะคนที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ ข้อย้ำว่าสม่ำเสมอ เค้าเหล่านี้ไม่เคยคิดถึงเรื่องเงื่อนไขเวลาอยู่แล้ว บางแห่ง เริ่มตะลุมบอนทำกันมาก่อนหน้านี้หลายปี ถึงขั้นที่บางครา ลูก เมีย ของตำรวจจำพวกนี้ ถูกสงครามจิตวิทยา ถึงขั้นขู่ฆ่าก็มีมาแล้ว เพราะดันไปยึดทรัพย์พวกค้ายาเอาเสียจนหมดเนื้อหมดตัวนั่นเอง แล้วเคยคิดบ้างไหมว่าพวกตำรวจของประชาชนเหล่านี้ เขาจะรู้สึกอย่างไร และเขาจะเสียความรู้สึกขนาดไหน กลับผลประเมินที่ออกมาเฉกเช่นนี้

กระนั้นก็ดี ผลของการประเมินสำหรับบางจังหวัดที่มีผลงานซึ่งดีเยี่ยมอยู่แล้วในเชิงคุณภาพ แต่กลับว่าไม่ผ่านการประเมินในเชิงปริมาณ สะท้อนให้เห็นว่า วิธีการวัดแบบดังกล่าว ยังใช้ไม่ได้ ความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน วิธีการแบบนี้สมควรต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่ตัวชี้วัดที่มองอย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น โดยตัวชี้วัด จะต้องวัดถึงว่า ยาเสพติดในจังหวัดนั้นลดลงหรือไม่ หาซื้อยากขึ้นหรือไม่ คนติดแล้วเลิกได้หรือไม่ มากกว่าอื่นใดเป็นสำคัญ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว สิ่งนี้ต่างหากที่คือเป้าหมายสูงสุดที่แท้จริงของสงครามยาเสพติด ไม่ใช่ ตัวเลขของคนค้ายาเสพติดที่บาดเจ็บล้มตายลงไปแต่อย่างใด

ณัฐกร วิทิตานนท์