"ประสิทธิผลของการนำ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ไปปฏิบัติ", [พลเมืองเหนือ, 5 ถึง 11 พฤษภาคม 2546]
posted on 20 Feb 2007 09:47 by 13ank in 2003พูดกันตามความจริง เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปีพุทธศักราช 2540 ในมาตรา 52 ของหมวดสิทธิและเสรีภาพ และมาตรา 82 ของหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับ นโยบายการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่นิยมเรียกกันเสียจนติดปากว่า นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งถือได้ว่าเป็นนโยบายสำคัญสำหรับประชาชนคนไทยของรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย ในแง่ที่ว่า เพื่อสร้างโอกาสที่สะดวกในการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน ไม่ได้รับการเลือกปฏิบัติ โดยเน้นการบริการผ่านเครือข่ายบริการปฐมภูมิ โดยหวังว่าประชาชนคนไทยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในที่สุด
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ของ ภคพร โสภโณดร เรื่อง ประสิทธิผลของการนำนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (โครงการ 30 บาทฯ) ไปปฏิบัติ : กรณีศึกษาโรงพยาบาลใน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จึงนับว่ามีความน่าสนใจยิ่ง
การศึกษาในเรื่องดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญก็เพื่อให้ทราบถึงประสิทธิผลในการนำนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปปฏิบัติ ตลอดจนเพื่อค้นหาปัญหา และอุปสรรคสำคัญต่างๆ อีกด้วย โดยอาศัยวิธีการศึกษาวิจัยแบบผสมผสานกันทั้งลักษณะการวิจัยเชิงคุณภาพ ในรูปแบบการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้สันทัดกรณี จำนวน 13 ท่าน และการวิจัยเชิงปริมาณ ในรูปแบบการเก็บแบบสอบถามจากผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ จำนวน 200 ตัวอย่าง ในพื้นที่ 4 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่, โรงพยาบาลเทศบาลนครเชียงใหม่, โรงพยาบาลแมคคอร์มิค และโรงพยาบาลเชียงใหม่ราม 2 สำหรับการกำหนดขอบเขตของการศึกษานั้น ได้อาศัยวัตถุประสงค์หลักของนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งใน 3 ด้าน มาใช้เป็นกรอบตัวชี้วัดประสิทธิผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติ
ผลจากการศึกษา บ่งชี้ว่า การนำนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปปฏิบัติในภาพรวมค่อนข้างที่จะมีประสิทธิผล อยู่ในระดับพอใช้ โดยมีประสิทธิผลในระดับที่แตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์ในแต่ละประการ กล่าวคือ
(1) ความสะดวกในการเข้ารับรักษาพยาบาล และการบริการทางการแพทย์ : การนำวัตถุประสงค์ประการนี้ไปปฏิบัติถือได้ว่ามีประสิทธิผล คือ ประชาชนมีความสะดวกในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ อันเนื่องมาจากรูปแบบที่กำหนดการให้สิทธิรักษาพยาบาลกับทางโรงพยาบาลนั้น ได้แบ่งขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลให้ใกล้ๆ กับบ้านของประชาชน โดยยึดถือเอาตามทะเบียนบ้าน บนหลักการ ใกล้บ้าน ใกล้ใจ เป็นสำคัญ จึงทำให้ประชาชนสามารถเดินทางมารับบริการได้โดยสะดวก อีกทั้งในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่เองก็มีโรงพยาบาลทั้งของรัฐ และเอกชนเข้าร่วมโครงการฯ มากถึง 13 โรงพยาบาล ทำให้สามารถกระจายพื้นที่ของการให้บริการได้ครอบคลุมประชาชนในส่วนต่างๆ ของอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้อย่างค่อนข้างทั่วถึง
(2) การได้รับการบริการทางการแพทย์ที่เท่าเทียม ไม่ได้รับการเลือกปฏิบัติ : การนำวัตถุประสงค์ประการนี้มาปฏิบัติค่อนข้างมีประสิทธิผลอยู่พอสมควร คือ สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่เห็นว่า ได้รับการบริการทางการแพทย์ที่เท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัตินั้นมีมากกว่า แต่ไม่ได้แตกต่างจากกลุ่มที่ยังมองว่าได้รับการบริการทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และยังไม่มีความมั่นใจในคุณภาพการรักษาภายใต้โครงการนี้มากสักเท่าใดนัก เพราะการปฏิบัติงานตามกรอบ กฎระเบียบ และกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดมาจากส่วนกลางนี่เอง อย่างเช่น เรื่อง สถานที่ตั้งของศูนย์บริการโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในโรงพยาบาล และเรื่อง ยา เป็นต้น ซึ่งทำให้คนเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเสมอภาคเท่าเทียมกันเมื่อใช้สิทธิบัตรทองตามโครงการฯ มากกว่า ดังนั้น ปัญหาของประเด็นนี้จึงอยู่ที่ตัวนโยบายมากกว่าตัวผู้ที่นำนโยบายไปปฏิบัติ
(3) ระบบสาธารณสุขที่มีความพร้อมโดยเน้นการบริการผ่านเครือข่ายบริการในระดับปฐมภูมิ : การบริการในระดับปฐมภูมิเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการบริการทางการแพทย์ตามแนวคิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตามหลักการ สร้างนำซ่อม แต่ทว่าวัตถุประสงค์ประการนี้กลับเป็นส่วนที่ไม่มีประสิทธิผลมากที่สุดในการนำเอามาปฏิบัติ คือว่า ประชาชนส่วนใหญ่แทบจะไม่เคยได้รับการดูแล และส่งเสริมสุขภาพในเชิงรุกเลย ส่วนทางฝ่ายที่นำเอานโยบายไปปฏิบัติเองก็ยังไม่สามารถดูแลประชาชนอย่างเป็นองค์รวมได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากบุคลากรที่รับผิดชอบ ยังไม่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเวชศาสตร์ครอบครัวและชุมชนอย่างเพียงพอ รวมถึงเรื่องของงบประมาณที่ยังคงไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานในเชิงรุกอีกด้วย
ขณะที่ ปัญหา และอุปสรรค ในขั้นตอนของการนำนโยบายไปปฏิบัตินั้น พอที่จะสรุปคร่าวๆ ได้ดังนี้
ปัญหาสำคัญในระดับปฏิบัติงานของฝ่ายที่ให้บริการทางการแพทย์ที่ประชากรกลุ่มตัวอย่างรับรู้มากที่สุด ได้แก่ ปัญหาการได้รับบริการทางการแพทย์ที่ล่าช้า อีกทั้งปัญหานี้ยังมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับปัญหาที่ประชาชนกลุ่มตัวอย่างพบมากอีกปัญหาหนึ่ง คือ ปัญหาในแง่ที่บุคลากรที่ให้บริการดูแลรักษาสุขภาพมีจำนวนไม่เพียงพอ
สำหรับปัญหาในขั้นตอนของการรับเอานโยบายมาปฏิบัติที่เกิดขึ้นมาดังกล่าวข้างต้นนั้น ส่วนสำคัญก็เนื่องมาจากปัญหาในระดับที่สูงขึ้นไป นั่นก็คือ ปัญหาในระดับของนโยบายที่ยังคงมีปัญหาอันเป็นอุปสรรคสำคัญในหลายประการ ซึ่งที่สำคัญๆ ก็จะมีปัญหาเรื่องงบประมาณ ปัญหาความไม่ชัดเจนของข้อกำหนดต่างๆ ที่ออกมาบังคับใช้แบบไร้ทิศทาง จากผู้บังคับบัญชาทั้งที่เป็นฝ่ายการเมือง และที่เป็นฝ่ายข้าราชการประจำในระดับสูง นั่นเอง
แน่นอนว่า เมื่อทำการเชื่อมโยงปัญหาในระดับนโยบายที่ผู้ให้บริการทางการแพทย์ตามโครงการนี้ประสบกับปัญหาในระดับปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ประสบเข้าด้วยกันแล้ว จะพบว่า ปัญหาทั้งในสองระดับ มีความเกี่ยวข้อง และส่งผลถึงกันอย่างยิ่ง ในลักษณะที่ว่า นโยบายในภาพรวมซึ่งถูกกำหนดโดยฝ่ายการเมืองกลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญในการรับเอานโยบายไปปฏิบัติตามโดยฝ่ายข้าราชการ อันส่งผลต่อเนื่องไปยังประชาชน ผู้ใช้บริการในที่สุด
ท้ายที่สุดนี้ อาจกล่าวได้ว่า นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ยังหาได้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างแท้จริงไม่ ทั้งนี้เนื่องจากรูปแบบที่รัฐบาลกำหนดออกมานั้น ยังมีอีกหลายประการที่ยังคงแตกต่างและห่างไกลจากเจตนารมณ์แห่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างที่ควรจะเป็นอยู่มาก กระนั้นก็ดี นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งช่วยให้เกิดความยุติธรรมทางสังคม ก็สมควรดำเนินการต่อไป แต่จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมจากเดิมตามสมควร และควรปรับปรุงนโยบายนี้ให้อยู่ได้ และมีประสิทธิผล ถ้าประสบความสำเร็จได้ก็จะทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
รัฐนันท์ โสภโณดร