และแล้วการปาฐกถาภายใต้หัวข้อ การจัดการความท้าทายในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ St. John’s College มหาวิทยาลัย OXFORD ก็เกิดขึ้นจนได้ และเมื่อผมได้อ่านเนื้อหาบางส่วนของการปาฐกถาครั้งนี้แล้ว ก็เห็นว่าตัวเนื้อหานั้น สะท้อนถึงความไม่เข้าใจในหลักการ ประชาธิปไตยพื้นฐานของท่านหลายประการ [1]

อย่างน้อยๆ ความข้อหนึ่งซึ่งใครก็ตามที่จะกล่าวอ้างถึงคำว่า ประชาธิปไตย ควรพึงตระหนักไว้ก็คือ ประชาธิปไตย ความดี เสมอไป บ่อยครั้งที่ ประชาธิปไตย = ความเลว แต่การยอมรับในหลักการที่ว่า ประชาชนต้องเป็นใหญ่ ต่างหากที่ถือเป็นหัวใจของคำๆ นี้ เพราะแม้แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 เอง ได้ให้นิยามเอาไว้สั้นๆ แต่ชัดเจนมากว่าหมายถึง ระบอบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่, การถือเสียงข้างมากเป็นใหญ่ ส่วนผลลัพธ์จะออกมาดีหรือเลวย่อมเป็นคนละเรื่องกัน แน่นอนที่สุด ประชาธิปไตยที่ดี ย่อมเป็นหลักหมายที่ผู้คนในแต่ละสังคมปรารถนา หลายประเทศต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด การสูญเสียครั้งใหญ่ และบ่อยครั้งก็ต้องอาศัยความอดทน การต่อสู้เรียกร้องยาวนาน ถึงได้มันมา

ผมไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าขณะที่พูด ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าหลายสิ่งที่ท่านได้พูดออกมามันช่างห่างไกลจากความเป็น ประชาธิปไตยตามความรู้สึกของคนธรรมดาอย่างเราท่านเหลือเกิน และนี่เองที่เป็นความตั้งใจของข้อเขียนต่อไปนี้ เพื่อทบทวนประวัติศาสตร์ของคำสามัญประจำโลกคำนี้

ย้อนรอย ประชาธิปไตยโลก [2]

ว่ากันว่าห้วงก่อนหน้า สมัยโบราณ (500 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ส่วนใหญ่ของโลกต่างถูกปกครองโดย กษัตริย์ คงมีเพียงในบางที่และในบางช่วงเท่านั้น ซึ่งพอจะเริ่มเห็นความเป็น ประชาธิปไตย อยู่บ้าง เช่น ในนครรัฐเอเธนส์ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ยอมให้ประชาชนเป็นผู้ใช้อำนาจทางการเมืองต่างๆ ได้เอง โดยตรง เนื่องจากประชากรขณะนั้นยังคงจำนวนไม่มากนัก ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนในตอนนั้นก็ยังหาได้รวมถึงทาส ผู้หญิง และเด็กด้วยแต่ประการใด

ถึงกระนั้น คำว่า Democracy ก็มาจากรากศัพท์ภาษากรีกโบราณ 2 คำ คือ Demos ที่แปลว่า ประชาชน (the community) กับ Kratos หมายถึง อำนาจ (sovereign power) เมื่อรวมกันแล้วแปลความว่า อำนาจของประชาชน นั่นเอง

ต่อมาได้มีปรัชญาเมธีคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น Socrates (469-399 BCE) Plato (427-347 BCE) และ Aristotle (384-322 BCE) ทั้งหมดต่างล้วนเป็นผู้คัดค้าน ประชาธิปไตยด้วยเชื่อถือในการปกครองของบุคคลเดียวหรือกลุ่มบุคคล ผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และความสามารถ มากกว่าการปกครองโดยประชาชนหมู่มาก กล่าวคือ โสกราตีส โจมตีระบอบ ประชาธิปไตยของนครรัฐเอเธนส์ว่าเป็นการปกครองที่ปราศจากคุณธรรม และความยุติธรรม และสนับสนุนรูปการปกครองแบบ อภิชนาธิปไตย ส่วน เพลโต เชื่อว่ารัฐที่ดีสมควรจะต้องปกครองด้วยคนๆ เดียว โดย ราชาปราชญ์ ทั้งยังเห็นว่ามีเพียง ทรราชย์ แบบเดียวเท่านั้นที่เลวร้ายกว่าประชาธิปไตย ขณะที่ อริสโตเติล ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งรัฐศาสตร์ ผู้ทำการจำแนกระบอบการปกครองออกตามตารางข้างท้ายนี้ 

จำนวนผู้ใช้อำนาจอธิปไตย(Number of Rulers) จุดมุ่งหมาย (Purposes)
เพื่อประชาชนRule in General Interest(Right Type) เพื่อผู้ปกครองSelf-Interested Rule(Wrong Type)
คนเดียว (One) ราชาธิปไตย(Kingship) ทุชนาธิปไตย(Tyranny)
คณะ (Few) อภิชนาธิปไตย(Aristocracy) คณาธิปไตย(Oligarchy)
ประชาชนทั้งหมด (Many) โพลิตี้(Polity) ประชาธิปไตย(Democracy)

 

และเขาเองก็จัดให้ ประชาธิปไตย อยู่ในปีกของระบอบการปกครองที่ไม่ดีเอาเสียเลย เพราะมีฝูงชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนยากคนจนมาเป็นผู้ปกครอง จุดมุ่งหมายจึงมีลักษณะจำกัดผลประโยชน์และความก้าวหน้าไว้กับกลุ่มคนจนเพียงกลุ่มเดียว โดยเขายึดมั่นว่าการปกครองแบบ โพลิตี้ (บ้างก็เรียกว่า ธรรมาธิปไตย บ้างก็เรียกว่า มัชฌิมาวิถี สุดแท้แต่มุมมอง) เป็นแบบที่สมบูรณ์ที่สุด ด้วยเหตุผลว่าเป็นระบบที่สามารถประนีประนอมมิให้ความขัดแย้งในสังคมระหว่างคนรวยและคนจนถึงขั้นระเบิดออกมา เนื่องจากใช้กลุ่มอภิชนจำนวนมากเป็นผู้ทำการปกครอง ไม่ใช่ยอมให้ประชาชนทั้งหมดเป็นผู้ปกครองตามแนวคิด ประชาธิปไตย ห้วงดังกล่าว

จวบจนมาถึง ยุคกลาง (ค.ศ.500-1500) อิทธิพลทางความคิดของศาสนาคริสต์ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรมแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วยุโรป ความศรัทธาในศาสนจักรทำให้เหล่ากษัตริย์ต้องหันมาเชื่อฟังคำชี้นำในการปกครองของพระสันตะปาปาเป็นอย่างมาก บรรดานักบวชในคริสต์ศาสนาต่างพากันสนับสนุนระบอบการปกครองภายใต้อำนาจศาสนจักร อาทิ St.Thomas Aquinas (1225-1274) เห็นว่า การปกครองแบบ ราชาธิปไตย ย่อมมีความชอบธรรมตามหลักการคำสอนของศาสนา เนื่องด้วยอำนาจสูงสุดของกษัตริย์ได้รับมอบมาจากพระสันตะปาปาอีกทอดหนึ่ง พร้อมตอกย้ำอีกว่า ประชาธิปไตย เป็นระบอบการปกครองที่ไม่มีความยุติธรรม เพราะเป็นการใช้อำนาจของคนชั้นต่ำหรือคนยากจน ใช่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนกลุ่มอื่นๆ ไม่ 

ทว่า เมื่อตอนสมัยพระเจ้าจอห์นของอังกฤษ พระองค์ต้องการเงินทำสงคราม จึงบังคับให้ประชาชนเสียภาษีมากขึ้น และทำการปกครองโดยการกดขี่ประชาชน ทำให้พสกนิกรเดือดร้อนจนก่อให้เกิดการรวมกำลังต่อต้านพระมหากษัตริย์ของขุนนาง นักบวช กับราษฎร จนบังคับให้พระเจ้าจอห์นลงพระนามในเอกสารสำคัญ เรียกว่า มหาบัตร หรือ Magna Carta อันมีผลทำให้กษัตริย์อังกฤษไม่อาจจะอยู่เหนือกฎหมายได้อีกเลย ในปี ค.ศ.1215 นี่เองที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการจำกัดขอบเขตอำนาจของผู้ปกครอง ต่อมาก็เลยกลายเป็นพื้นฐานของระบบรัฐสภาตัวแทนแบบอังกฤษในเวลาต่อมา (ซึ่งค่อยๆ ถ่ายเทอำนาจจาก กษัตริย์ มาเป็น สภาขุนนางและลงมายัง สภาสามัญชนในที่สุด เปลี่ยนแปลงไปตามดุลอำนาจระหว่างชนชั้นต่างๆ ในแต่ละบริบทเวลา)

นักปรัชญาคนสำคัญๆ หลังจากช่วงดังกล่าว มีไม่น้อยที่เขียนงานออกมาส่งเสริมพลังอำนาจของกษัตริย์ให้มีมากยิ่งขึ้นไปอีก เช่น Jean Bodin (1530-1596) เชื่อว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ และไม่มีอำนาจอื่นใดที่จะเหนือไปกว่าอำนาจดังกล่าวอีกแล้ว Thomas Hobbes (1588-1679) ก็กล่าวสนับสนุนให้กษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดในการปกครองแบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เฉกเช่นกัน

ล่วงเลยมาถึงใน สมัยใหม่ (ค.ศ.1500-2000) หรือยุคเรอแนสซองส์ อิทธิพลของคริสต์ศาสนาลดน้อยลงเรื่อยๆ เกิดขึ้นจากการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการนานา เช่น ช่วงศตวรรษที่ 16-17 เกิดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ พร้อมๆ กันกับที่แนวคิด ประชาธิปไตยเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และกว้างขวางยิ่งขึ้นเป็นลำดับ อันเป็นผลมาจากแนวคิดที่ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ตามทฤษฎี สัญญาประชาคมของนักปรัชญากฎหมายและการเมืองหลายคน ณ เวลานั้น อย่างเช่น John Locke (1632-1704) เห็นว่า ...เมื่อใดที่รัฐไม่รับผิดชอบ หรือหากรัฐบาล ปฏิบัติการใดที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจ เมื่อนั้นประชาชนก็มีสิทธิที่จะล้มล้างอำนาจการปกครองเหล่านั้นลงได้... ด้าน Rousseau (1712-1778) กล่าวว่า ...สังคมเกิดจากความยินยอมพร้อมใจของมนุษย์ การที่มนุษย์ทุกคนยินยอมมารวมเป็นสังคมภายใต้เจตนารมณ์ทั่วไปนั้น ก่อให้เกิดเป็นสัญญาประชาคมขึ้น ส่งผลให้อำนาจอธิปไตยของประชาคมเข้ามาแทนที่สิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคน... ยิ่งกว่านั้น Montesquieu (1689-1755) เจ้าทฤษฎี หลักการแบ่งแยกอำนาจ ได้พยายามอธิบายให้เราเห็นว่า อำนาจนั้นยั่วยวนใจ และเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดโดยธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ อำนาจจึงย่อมหยุดยั้งได้แต่โดยอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งกันและกันขององค์กรที่ใช้อำนาจทั้ง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ

กระทั่งในปี ค..1776 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโลกจึงเริ่มบังเกิด นับตั้งแต่ 13 ดินแดนอาณานิคมในอเมริกาประกาศอิสรภาพแยกตัวออกจากการเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจักรวรรดินิยมอังกฤษ และในปี ค..1787 ก็ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐขึ้น เพื่อวางกฎเกณฑ์การปกครองประเทศอย่างเป็นระบบระเบียบชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อน ตลอดจนยังบัญญัติให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด พร้อมทั้งยอมรับในหลักการอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนชาวสหรัฐอเมริกา และต่อมาภายหลัง จึงได้เพิ่มเติมให้มีบทคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของราษฎรผนวกเข้าไว้ด้วย นอกจากนี้ ก็ถือเป็นการนำเอาแนวความคิดของนักปรัชญาข้างต้นที่มักถูกถกเถียงเชิงนามธรรมนำมาบัญญัติเอาไว้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เป็นต้นว่าความคิดที่ให้มีประธานาธิบดีเป็นผู้อยู่ในตำแหน่งในระยะเวลาอันจำกัด ขณะที่โลกแทบทั้งใบยังคงอาศัยเจ้าผู้ปกครองแบบสืบสันตติวงศ์อยู่เลย

บ่อเกิดแห่งรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของโลก และยังเป็นฉบับเดียวกันกับที่ชาวอเมริกันคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นต้นแบบให้ประเทศต่างๆ เอาอย่าง ไม่ว่าเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส เมื่อ ค..1789 โดยการประกาศใช้ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ซึ่งเป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ฉบับปี ค..1791 และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ในปี ค.ศ.1948 และถือเป็นรากฐานของหลักกฎหมายมหาชนที่ไปปรากฏอยู่ในหมวดว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญต่างๆ ทั่วโลกในเวลาต่อมา

อาจกล่าวได้ว่า ภายหลังทั้ง 2 เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านพ้น การปกครองโดย คนๆ เดียว ก็ดี หรือ การปกครองโดย คณะบุคคล ก็ดี เป็นระบบที่ไม่น่าพึงปรารถนาของคนส่วนใหญ่อีกแล้ว พิจารณาจากการที่ในช่วงศตวรรษที่ 18-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ค.ศ.1848 ซึ่งกระแสการปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์กระจายทั่วยุโรป และแล้วก็ทยอยเกิดขึ้นตามมาทั่วโลก จาก ราชอาณาจักร สู่การปกครองแบบ สาธารณรัฐ ตามแนวทางรัฐธรรมนูญนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ กระแสความคิดดังกล่าวแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ไม่เว้นแม้แต่กับกรณีของประเทศไทย ซึ่งก็เลี่ยง การปฏิวัติสยามเพื่อเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยกลุ่มชนในนาม คณะราษฎร ในปี พ.ศ.2475 (ค.ศ.1932) มิพ้นเช่นกัน

และเป็น Abraham Lincoln (1809–1865) ท่านนี้เองที่ทิ้งวาทะอมตะเอาไว้ไม่กี่ปีก่อนที่จะถูกลอบสังหารว่า... ประชาธิปไตยหมายถึง การปกครองโดยรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน จนกลายเป็นนิยามยอดนิยมของคำๆ นี้ที่ถูกเอ่ยถึงมากที่สุด

แน่นอน รัฐสมัยใหม่ นับเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน ในช่วงศตวรรษที่ 20 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีรัฐใหม่ๆ ทยอยเกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ซึ่งรัฐต่างๆ เหล่านี้ ต่างล้วนมุ่งสู่ความเป็น รัฐชาติ ทั้งสิ้น ทว่าด้วยข้อจำกัดของความเป็นรัฐชาติเอง เฉพาะอย่างยิ่งในแง่จำนวนประชากร ประชาธิปไตย ตัวแทน หรือ ประชาธิปไตย ทางอ้อม จึงเป็นรูปแบบอันเหมาะสมกับเงื่อนไขดังกล่าวที่สุด พร้อมๆ กันกับที่ การเลือกตั้ง (Election) ได้เริ่มถูกนำมาใช้เป็นกระบวนการทางการเมืองที่แสดงออกถึงเจตจำนงในการเลือกสรรผู้ปกครองของประชาชนอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยที่ความหมายของประชาชนแรกเริ่มเดิมทีก็ยังหาใช่ประชาชนทุกคนจะเท่าเทียมกัน เพราะก็ยังคงไม่ได้หมายความรวมถึงบรรดาไพร่ทาสทั้งหลาย คนผิวสี และผู้หญิงแต่อย่างใด (ว่ากันว่า การเลือกตั้งที่เปิดกว้างอย่างเช่นในทุกวันนี้ เพิ่งจะทยอยได้รับการยอมรับในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 20 มานี่เอง)

ถึงกระนั้น โลกก็เดินหน้าเข้าสู่ภาวะ สงครามเย็น เต็มรูป ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐอเมริกานำมาซึ่งการสู้รบระหว่างกลุ่ม สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ กับกลุ่ม เสรีนิยมประชาธิปไตย เป็นสงครามตัวแทนในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของโลก เช่น สงครามเกาหลี, สงครามเวียดนาม แต่พอถึงต้นทศวรรษ 90 ก็ไม่อาจมีสิ่งใดมาหยุดยั้งทุนนิยมได้อีกต่อไป กำแพงเบอร์ลินถูกพังทลาย สหภาพโซเวียตล่มสลาย และจากนั้น หลายๆ ประเทศที่มีผู้นำเผด็จการครองอำนาจมายาวนานก็มีอันต้องสิ้นสุดลง เกิดรัฐเอกราชใหม่ๆ ขึ้นมากมายในยุโรป พร้อมๆ กันกับคำว่า จัดระเบียบโลกใหม่เริ่มถูกใช้ ท่ามกลางสถานการณ์อันผันผวนต่างๆ ของโลก และในที่สุด ความจำเริญทางเศรษฐกิจกับความเป็น ประชาธิปไตย ก็ถูกทำให้สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น

อนึ่ง ในยุค หลังสมัยใหม่ (นับตั้งแต่ ค.ศ.2000 เป็นต้นมา) ทั้งคำว่า สิทธิมนุษยชน, ประชาสังคม, การเมืองภาคประชาชน เป็นอาทิ ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย กลุ่มย่อยๆ ภายในสังคม เช่น กลุ่มรักร่วมเพศ, ชนกลุ่มน้อย ฯลฯ เริ่มมีอิทธิพลต่อระบบกฎหมายและการเมืองยิ่งขึ้น หากมองภาพใหญ่ นี่เป็นแนวโน้มที่จะหวนคืนกลับสู่ความเป็น ประชาธิปไตย ทางตรง หรือ แบบมีส่วนร่วม ยิ่งขึ้น โดยผ่านทางภารกิจการเมืองใหม่ๆ ของพลเมือง อาทิ การทำประชามติ, การริเริ่มกฎหมาย, การถอดถอน และอีกสารพัดกลไกวิธีการ

ด้วยเหตุผลนานัปการดังกล่าวมาแล้ว ประชาธิปไตย ย่อมจัดว่าเป็นตัวเลือกเดียวของการเมืองการปกครองของโลกสมัยปัจจุบัน และถือเป็นกระแสหลักของแวดวงวิชาการสากล (ตามกระบวนการ Democratization ของโลกาภิวัตน์) ดังเช่นที่นายอภิสิทธิ์ย้ำต่อผู้ฟังในวันนั้นว่า ประชาธิปไตยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศในโลกนี้ รวมทั้งประเทศไทย เสียดายก็แต่ว่า ประชาธิปไตย แบบ อภิสิทธิ์ มันเป็นคนละความหมายกับ ประชาธิปไตย ที่สามัญชนกำลังเพรียกหา เพื่อทำให้เสียงของประชาชนส่วนใหญ่มีความหมายขึ้นมาจริงๆ

 

ณัฐกร วิทิตานนท์

[1] ควรพิจารณา มาร์กลั่นไม่ยอมให้เสียงข้างมากหักล้างความโปร่งใส ถาม ใจไม่ได้หนี แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ใน http://www.prachatai.com/05web/th/home/15920 และ การพูดของอภิสิทธิ์ที่อ็อกซ์ฟอร์ดและการโต้คารมกับนายใจ รายงานจากผู้ฟังทั้งในและนอกห้อง ทาง http://www.prachatai.com/05web/th/home/15969

[2] รายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิด มุมมอง ทัศนะวิจารณ์ ตลอดจนคำพูดของปรัชญาเมธีต่างๆ ในหัวข้อนี้ อาศัยการเรียบเรียงจากหนังสือหลายเล่มด้วยกัน ทว่าข้อเขียนชิ้นนี้ไม่ได้กล่าวถึง

 

อ่านบทความฉบับเต็มที่ http://www.prachatai.com/05web/th/home/15987

edit @ 23 Mar 2009 09:55:05 by B&B

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

#1 By (125.26.135.46) on 2009-07-16 09:48

อะไรวะsad smile

#2 By คน (125.26.112.54) on 2009-09-17 15:42

... ประชาธิปไตย คือ ความมุมมองtongue tongue

#3 By อิอิ (118.172.244.199) on 2009-11-03 19:29