posted on 05 May 2008 21:31 by 13ank in 2008
ในการอบรมเชิงปฏิบัติการเกือบ 4 วันเต็มๆ คราวแรก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา [22-25 มีนาคม 2551] เริ่มต้นด้วยหัวข้อ “หลักการและแนวคิดทางสังคมศาสตร์” โดย รศ.ดร.ปรีชา อุปโยคิน เพื่ออธิบายแนวคิด [Concept] สำคัญๆ ทางสังคมศาสตร์ [Social Science] ทว่าจะหนักไปในเชิง ‘สังคมวิทยา’ [Sociology] เป็นด้านหลัก วันแรก จึงเป็นวันของ ภาคทฤษฎี โดยแท้แน่นอน ในส่วนนี้ ย่อมทำให้ผู้เรียนได้รู้จักและเข้าใจถึงคำศัพท์วิชาการต่างๆ ทางนี้ [เพิ่มขึ้น] มากมาย ทั้งยังได้ทราบอีกว่านักคิดท่านใดกัน ซึ่งเป็นคนริเริ่มเสนอแนวคิดต่างๆ เหล่านั้น ชื่อผู้ที่ถูกเอ่ยถึงบ่อยๆ ก็หนีไม่พ้น Marx [1818-1883] ที่แนวคิดของเขานี่เองส่งผลให้การปฏิวัติสู่ความเป็นคอมมิวนิสต์แพร่ขยาย มาร์กซเชื่อว่า แบบการผลิตของสังคมจะเป็นตัวกำหนดลักษณะของเศรษฐกิจของสังคม และลักษณะทางวัฒนธรรมของสังคมนั้นด้วย ที่สำคัญ เขาพยากรณ์ว่า การต่อสู้ระหว่างนายทุนกับกรรมกรจะส่งผลให้เกิดสังคมที่ไร้ชนชั้นขึ้นในที่สุด Durkheim [1858-1917] นักสังคมวิทยาสมัยใหม่คนสำคัญ ด้วยนำวิธีคิดแบบปฏิฐานนิยม [Positivism] มาใช้ในกระบวนการศึกษาสังคม จากผลงานการศึกษา ‘การฆ่าตัวตาย’ หรือ Suicide อันเลื่องชื่อ Mead [1863-1931] ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาสังคม มักย้ำว่า ความรู้สึกนึกคิดของคนเป็นที่มาของการกระทำทางสังคมที่มองเห็นเป็นสัญลักษณ์ หรือ Symbolic Interaction Weber [1864-1920] วิเคราะห์สังคมสมัยใหม่ โดยอาศัยกระบวนการมีเหตุผล [Rationalization] ใช้มองสังคมทุนนิยมว่า ค่านิยมเก่าจะถูกบดบังด้วยความรู้ทางเทคนิคต่างๆ องค์การสังคมสมัยนี้ จะมีลักษณะเป็นองค์การแบบราชการ [Bureaucracy] เข้าแทนที่ Parsons [1902-1979] หนึ่งในนักสังคมวิทยากลุ่มหน้าที่นิยมที่พยายามสร้างทฤษฎี Grand Theory โดยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระดับบุคคลขึ้นไปถึงระดับสังคม Garfinkel [1917-] ผู้นำด้าน Ethnography เสนอว่า ควรแสวงหาคุณสมบัติที่แท้จริงของการกระทำอันเป็นเรื่องสามัญทั่วไปของมนุษย์ เพื่อที่จะเข้าใจสังคมนั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้นอนึ่ง ท่ามกลางบรรดา 210 คำที่ปรากฏอยู่ในส่วนท้ายของเอกสารประกอบการบรรยายในหัวข้อนี้นั้น อาจจำแนกออกอย่างกว้างๆ ได้เป็น [1] คำที่เป็นชื่อของตัว ‘ทฤษฎี’ [Theory] เช่น Action Theory, Critical Theory, Grounded Theory, Interpretive Theory, Labeling Theory, Modernization Theory, Political Economy Theory, Social Control Theory, World System Theory ฯลฯ [2] สุดยอดคำศัพท์แสดง ‘วิธีคิด’ [Paradigm] จากมุมมองหลากหลายแขนง อาทิ Civil Society, Communism, Discrimination, Ego, Feminism, Free Trade, Globalization, Hegemony, Imperialism, Marxism, Nationalism, Pluralism, Postmodern, Power, Socialism เป็นต้น [3] คำซึ่งใช้เรียก ‘แนวทาง’ หรือ ‘วิธีการ’ ที่ใช้ในการศึกษา [Approach] อาทิ Cultural Studies, Deconstruction, Dialectic, Discourse Analysis, Epistemology, Ethnographic Research, Historical Materialism เป็นต้น และ [4] คำซึ่งใช้เรียก ‘วัตถุ’ ที่ถูกศึกษา [Subject] เช่น Culture, Ethnic Group, Family, Interest Group, Middle Class ฯลฯ ภายใต้ปรัชญาที่เชื่อว่า “...ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง สังคมก็ด้วย...” ด้วยฐานคิดเช่นนี้ ส่งผลให้ทฤษฎีในทางสังคมศาสตร์จำต้องเผชิญ ‘ข้อจำกัด’ โดยตัวของมันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการนำเอาทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับกันมากในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งไปใช้ทำความเข้าใจกับสังคมอีกห้วงเวลา ตัวอย่างสำคัญจากท่านอธิการบดี รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ ตอกย้ำเรื่องนี้อย่างแจ่มชัด ก็คือ นานมาแล้วเราเคยเชื่อว่า โคลัมบัสเป็นคนค้นพบอเมริกา ทว่าปัจจุบันกลับมีผู้เสนอทฤษฎีโต้แย้งว่า นายพลเจิ้งเหอต่างหากซึ่งเป็นผู้ค้นพบอเมริกาก่อน จากหลักฐานมากมายที่เป็นวัตถุโบราณ อย่างถ้วยโถโอชาม ซึ่งก็เพิ่งจะถูกค้นพบในภายหลัง เมื่อไม่นานมานี่เอง เป็นอาทิวันถัดๆ มา ก็เริ่มเข้าสู่ ภาคปฏิบัติการ ในความหมายของการนำเอา ‘ทฤษฎี’ ไปประยุกต์ใช้อย่าง จริงๆ จังๆ แม้ผู้สอนอย่าง รศ.ดร.สุพจน์ เด่นดวง จะหยิบยกตัวอย่างจากแง่มุมเดียวที่อาจารย์ท่านเชี่ยวชาญ คือทาง สังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข มาใช้บอกเล่าเรื่องราว หัวข้อ “ปัญหาทางสังคมศาสตร์และแนวทางแก้ไข” โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ความสามารถในการแยกแยะ ‘ความต่าง’ ระหว่างทฤษฎีแต่ละเรื่อง รวมทั้งระหว่างนักคิดแต่ละคน โดยอาศัยโรค ‘เอดส์’ หรือการติดเชื้อ ‘เอชไอวี’ เป็นตัวอย่างในการอรรถาธิบาย การเจ็บป่วยและสาเหตุของการเกิดโรค มองผ่านมิติทางสังคม แทบโดยตลอด แต่ก็มิใช่เรื่องที่ทำความเข้าใจลำบากแต่อย่างใดนัก เพราะถ้าจะว่าไป ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวมนุษย์เราค่อนข้างมากแล้วอย่างไรก็ดี แนวความคิดต่างๆ ในที่นี้ ได้แก่ แนวคิดทางการแพทย์ [Medical Model], แนวคิดทางด้านสาธารณสุข [Public Health], แนวคิดระบาดวิทยา [Epidemiological], แนวคิดจิตวิทยาปัญญานิยม [Cognitive Psychology], แนวคิดจิตวิทยาการเรียนรู้ [Learning Theory], แนวคิดจิตวิทยาวิเคราะห์ [Psychoanalysis], แนวคิดสัญลักษณ์นิยม [Symbolic Interactionism], แนวคิดโครงสร้างหน้าที่ [Structural and Functionalism], แนวคิดมานุษยวิทยาวัฒนธรรม [Cultural Anthropology], แนวคิดเศรษฐศาสตร์การเมือง [Political Economy Approach], แนวคิดสตรีนิยมสายสังคมนิยม [Socialist-Feminism] ตลอดจนแนวคิดหลังโครงสร้างนิยม [Post-Structuralist] ทั้งนี้ คงเพื่อให้เห็นภาพรวม ไล่เรียงตั้งแต่จุดเล็กๆ ถึงจุดใหญ่ๆ เริ่มจากเชื้อโรค – ร่างกาย – จิตใจ – จิตใต้สำนึก – จิตวิญญาณ – อิทธิพลของกลุ่มสังคม – โครงสร้างสังคม – ระบบวัฒนธรรม – ระบบชายเป็นใหญ่ – ระบบวาทกรรม [Discourse] นั่นเองอธิบายชนิดเปลี่ยน ‘นามธรรม’ ให้เป็น ‘รูปธรรม’ [Coding] ง่ายๆ ตัวอย่างเช่น หากนำเอาแนวทางเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบมาร์กซมาเป็นกรอบ คำตอบก็ย่อมต้องออกมาทำนอง ความเจ็บป่วยเป็นผลพวงจากระบบทุนนิยม หรือเชื่อว่า เนื่องจากการที่นายทุนขูดรีดกรรมกรกระทั่งป่วย ทั้งการลดต้นทุน ด้วยการลดทั้งค่าแรง และตัดสวัสดิการ อีกแง่หนึ่ง ถ้าเลือกทฤษฎีกลุ่มโครงสร้างหน้าที่นิยมมาใช้ ก็ต้องพินิจพิเคราะห์ให้ถ้วนถี่ว่า บรรทัดฐานของสังคมนั้นๆ ส่งผลทำให้ผู้คนเจ็บป่วยได้อย่างไร ใช่เพราะค่านิยมอันผิดเพี้ยนหรือไม่ โดยเฉพาะกับค่านิยมทางเพศของฝ่ายชาย หรืออาจเป็นเพราะสถาบันทางสังคม ได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน ทำหน้าที่ของตัวเองขาดตกบกพร่องไปบ้าง ขณะที่ตามแนวทางสัญลักษณ์นิยม ก็อาจเห็นว่า ความหมายที่แต่ละสังคมตีตรานี่เองที่ทำให้เขาตกเป็นผู้ป่วย เป็นต้นว่าสังคมมองว่าเขาเป็นคนส่ำส่อน เขาเองก็เลยส่ำส่อนให้รู้แล้วรู้รอดเสียเลย สรุปคือ ตัวแปรตาม ‘ความป่วย’ ล้วนผันแปรไปตาม ‘วิธีคิด’ ในกรอบต่างๆนอกจากนี้ อาจารย์ยังมักย้ำเสมอว่า สุขภาพการเจ็บป่วยนั้นไม่ได้เป็นปัญหาแค่เชื้อโรคหรือการเสื่อมสลายของร่างกายเท่านั้น แต่มีมิติทางสังคมอยู่ทุกเรื่องตลอดเวลาและการแก้ไขปัญหานี้จำเป็นที่จะต้องทราบมิติทางสังคมด้วย พูดตามจริง แนวคิดแต่ละแนวคิดล้วนมีลักษณะลดส่วนและแยกส่วน คือ ต่างก็มีจุดดีและจุดด้อยด้วยกันทุกแนวคิด ฉะนั้น การประมวลองค์ความรู้เหล่านี้ให้เป็นองค์รวม จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นยากหลีกเลี่ยงขณะเดียวกัน อาจารย์ยังเปรียบเปรยด้วยว่าการ ‘วิจัย’ หรือ“สร้างความรู้ใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาของสังคม” นั้น เทียบเคียงได้กับหลัก ‘อริยสัจสี่’ ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวคือ ทุกข์ [=ปัญหา] – สมุทัย [=เหตุแห่งปัญหา] – นิโรธ [=ดับปัญหาที่เหตุ] – มรรค [=วิธีการสู่การแก้ไขปัญหา] สอดคล้องตรงกันกับข้อเสนอของคณาจารย์หลายท่านในวิชาอื่นๆ ก่อนหน้านี้สำหรับ วันสุดท้าย ลองนั่งทบทวนอะไรๆ ดู ก็ทำให้พบว่า การคร่ำเคร่งร่ำเรียนครานี้ ตอกย้ำให้กระผมรู้สึกชัดเจนในจุดยืน [Stand Point] ทางทฤษฎีของตัวเองมากขึ้นอีกโข ซึ่งก็นับว่าตั้งอยู่บนฐานวิธีคิดในแบบเดียวกันกับวิธีคิดกระแสหลักที่วงวิชาการทาง สังคมศาสตร์ เคยคุ้นชิน แน่ละ โครงสร้างหน้าที่นิยม คือแนวความคิดที่ว่านั้น หาใช่พวก Postmodernism ดังที่หลายคนเทใจให้ไปแต่ประการใด...ณัฐกร วิทิตานนท์
แนวความคิดนี้ มองว่า องค์ความรู้จะต้องได้มาจากการศึกษาสิ่งที่รู้ได้ เห็นได้ สัมผัสได้ โดยทั่วไปมักใช้หลักนี้ควบคู่กับแนวคิดประจักษ์นิยม [Empiricism] ซึ่งมุ่งทฤษฎีที่พิสูจน์ทดสอบได้กับหลักฐานต่างๆ ในเชิงประจักษ์ อะไรที่ทดสอบได้จึงจะเป็นจริง เช่นว่าน้ำจะเดือดได้ก็ต่อเมื่อมีความร้อนเป็นอุณหภูมิถึง 100 องศาเซลเซียสขึ้นไปนั่นเอง แนวคิดนี้ เห็นว่า สังคมเป็นเสมือนสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง โครงสร้างประกอบด้วยหน่วยต่างๆ หลายส่วน แต่ละส่วนต่างทำหน้าที่แตกต่างกัน เพื่อการดำรงคงอยู่ของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ [เช่น ระบบร่างกายมนุษย์ ฯลฯ] ในแง่นี้ ความเจริญหรือความเสื่อมของสังคมย่อมขึ้นอยู่กับหน้าที่และโครงสร้างต่างๆ [เช่น กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ] ดังกล่าวนี่เอง
#1 By (118.173.147.1) on 2009-10-19 13:04