ตลอดเวลาชีวิตของโลกที่ผ่านมา โลกส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยระบอบเผด็จการมาโดยตลอด (คงมีเพียงในบางที่และในบางช่วงเท่านั้น ซึ่งพอจะมีความเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง) ทั้งๆ ที่ความชอบธรรมในการปกครองตามระบอบนี้ขึ้นอยู่กับกำลัง (Force) ของผู้ปกครองมากกว่าอื่นใด ในขณะนั้นผู้ใดแข็งแรงกว่าผู้นั้นก็จะได้อำนาจไปด้วย เมื่อได้อำนาจไปแล้ว โดยมากปกครองกันตามอำเภอใจ คุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชน

พูดกันตามจริง ส่วนใหญ่ของโลกเพิ่งจะเริ่มใช้ระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรมกันเมื่อสองร้อยกว่าปีมานี้เอง อันเป็นผลพวงจากแนวคิด รัฐธรรมนูญนิยม สมัยใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์สำคัญของโลก ก็คือ การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของสหรัฐอเมริกาในฐานะรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของโลกในปี ค..1787 และเป็นฉบับเดียวที่ใช้ตั้งแต่บัดนั้นมาบัดนี้โดยไม่ถูกฉีกทิ้ง กระแสความคิดดังกล่าวแพร่หลายอย่างรวดเร็ว มุ่งเน้นการจัดทำรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรในสถานะกฎหมายสูงสุดแห่งรัฐ เพื่อจำกัดอำนาจผู้ปกครอง คุ้มครองสิทธิเสรีภาพผู้อยู่ใต้ปกครองเอาไว้อย่างชัดแจ้ง ตลอดจนมีหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตย และมีหลักการปกครองโดยกฎหมาย หรือ นิติรัฐ เพื่อให้อำนาจหยุดยั้งอำนาจ สอดรับอย่างดีกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แต่ด้วยข้อจำกัดของความเป็นรัฐชาติ ประชาธิปไตยตัวแทน จึงเป็นรูปแบบอันเหมาะสมกับเงื่อนไขดังกล่าวที่สุด พร้อมๆ กันกับที่ การเลือกตั้ง ได้เริ่มถูกนำมาใช้เป็นกระบวนการทางการเมืองที่แสดงออกถึงเจตจำนงในการเลือกสรรผู้ปกครองของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย และเป็นกิจกรรมเพื่อสร้าง ความชอบธรรมทางการเมือง (Political Legitimacy) ได้เป็นอย่างดี เป็นการยอมรับในการเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจทางการเมืองของผู้ปกครอง โดยคนในชุมชนการเมืองนั้น ๆ

สำหรับสังคมการเมืองไทยในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนั้น นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายฉบับ ทว่า ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเผด็จการ เพราะเป็นผลพวงจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของผู้ปกครองด้วยกันเอง ในห้วงเวลานานนี้ ถึงแม้ผู้ปกครองมีความชอบธรรมจริง แต่ก็เป็นความชอบธรรมตามกติกาเผด็จการที่ไม่เป็นธรรม กระทั่งได้นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด เพราะการเรียกร้องรัฐธรรมนูญถึง 2 ครั้ง ได้แก่ เหตุการณ์ 14 ตุลา16 กับเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ35 และได้วิวัฒนาการดีเรื่อยมาตามลำดับ

รัฐธรรมนูญไทยที่ผ่านมาเปรียบเสมือนของอภินันท์ที่ผู้ปกครองมอบให้ประชาชนตามแนวคิดของตนเอง อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกลับถูกจัดทำขึ้นด้วยรูปแบบที่ปลอดจากอำนาจของผู้ปกครอง และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาแทนที่ เพราะดำเนินการร่างโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 99 คน อันประกอบด้วยตัวแทนประชาชนจากทุกจังหวัด จำนวน 76 คน และผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ อีกจำนวน 23 คน มาทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นประชาชนและยกร่างรัฐธรรมนูญตามความต้องการของประชาชน เสนอให้รัฐสภารับรองโดยไม่มีการแก้ไขใดๆ ภายใต้เจตนารมณ์หลักในการ ปฏิรูปการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงถือเป็น กติกาประชาธิปไตย อีกทั้งยังเป็นรูปธรรมของทฤษฎี สัญญาประชาคม เพราะตลอดระยะเวลาของกระบวนการยกร่างไปจนกระทั่งถึงการรับรองรัฐธรรมนูญนั้น ได้เปิดโอกาสให้คนทั้งสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการทำด้วยรูปแบบที่มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่ง จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่หลายคนเรียกขานกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

กล่าวถึงกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ..2548 ก็นับเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งของประเทศไทย เป็นการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งสภาดำรงตำแหน่งจนครบวาระ 4 ปี ภายใต้รัฐบาลเพียงชุดเดียว โดยไม่มีการยุบสภา แสดงถึงเสถียรภาพและความเข้มแข็งของฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์หลักประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะถล่มทลาย กลับมาเป็นรัฐบาลต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ง่ายนักในบริบทการเมืองไทย กล่าวในภาพรวม มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิมากถึงกว่าร้อยละ 73 โดยที่พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งเข้ามามากที่สุดเป็นอันดับแรกอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งสิ้นจำนวนถึง 377 คน แบ่งเป็น ส.. แบบแบ่งเขต จำนวน 310 คน และ ส.. แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 67 คน ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้รับคะแนนในการเลือกตั้งแบบนี้ถึง 18,993,073 คะแนน เป็นคะแนนที่มาจากทุกจังหวัด และทุกภูมิภาคของประเทศ คิดได้เป็นร้อยละ 67 ของคะแนนของทั้งประเทศเลยทีเดียว

ชัยชนะของพรรคไทยรักไทยในครั้งนี้ มีนัยสำคัญอยู่ที่ เกือบ 19 ล้านเสียง ซึ่งเลือกพรรคไทยรักไทยในแบบบัญชีรายชื่อ เพราะในทางทฤษฎีเรียกคะแนนลักษณะเช่นนี้ว่า เสียงข้างมากอย่างสมบูรณ์ (Absolute majority) ซึ่งต้องถือว่ามีความชอบธรรมอย่างแท้จริงตามหลักการประชาธิปไตย เป็นความชอบธรรมในมิติของการเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจ เพราะได้รับคะแนนเสียงมากเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้งหมด หรือร้อยละ 50 ขึ้นไป แตกต่างจากคะแนนของผู้ชนะในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เพราะผู้ชนะเพียงแต่ได้คะแนนมากกว่าคนอื่นๆ เท่านั้น ทั้งที่ผู้ชนะอาจจะได้คะแนนไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ สำหรับกรณีพรรคไทยรักไทยที่ได้ไปถึงเกือบร้อยละ 70 ก็ต้องยอมรับกันโดยดุษฎี เพราะลักษณะเช่นนี้ยังมิเคยปรากฏมาก่อนเลย ครั้งนี้จึงนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ถึงแม้ว่าจะเป็น ความชอบธรรมเชิงปริมาณ แต่ก็เป็นความชอบธรรมที่มาจากตัวประชาชนเองจริงๆ เพราะอย่างน้อยๆ ก็สามารถจะวัดได้ ทำให้มีความชัดแจ้ง และชัดเจนกว่าการประเมินด้วยอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดเอาเองของปัจเจกบุคคลอยู่มาก

วกกลับมายังสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสคลื่นทางการเมืองนานา ซึ่งถาโถมเข้าใส่ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ทั้งถูกโจมตีจากการขายหุ้นชินคอร์ป และถูกปรากฏการณ์ชุมนุมขับไล่ของ สนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่เพิ่งผ่านมานี้ ข้อเรียกร้องสำคัญของทั้งจากขาประจำ และขาจรต่างๆ อาทิ ม็อบสนธิ กลุ่มนักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยหลายแห่ง ตลอดจนกลุ่มพันธมิตรอื่นๆ ตรงกัน ก็คือ ให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผลว่าพฤติกรรมทางการเมืองหรือการกระทำของนายกรัฐมนตรี หาได้รับการยอมรับ โดยชุมชนการเมืองแห่งนี้แล้ว

กอปรกับด้วยมีอคติต่อนายกฯ อยู่แล้ว ทำให้ฝ่ายเรียกร้องต่างออกมาตอบโต้ประเด็นเรื่องความชอบธรรมของนายกฯ ในทำนองที่ว่า เสียงส่วนใหญ่จากเกือบ 19 ล้านเสียงที่พรรคไทยรักไทยได้ ล้วนมีที่มาจากการทุ่มเงินซื้อเสียงทั้งสิ้น และการคิดว่าคนจำนวนมหาศาลที่ออกมาสนับสนุนให้กำลังใจนายกฯ ของหลายๆ พื้นที่ ในช่วงเดียวกันนี้ ก็ถูกกะเกณฑ์กันมา ไม่ได้มาด้วยใจ ในแง่นี้ แม้จะเป็นมีความจริงอยู่บ้าง แต่ไม่สมควรเอาวาทกรรมน้ำเน่าเช่นนี้มาเล่นซ้ำซากอีก เพราะเท่ากับเป็นการดูถูกดูแคลนประชาชน ไม่ให้ความเคารพคณะกรรมการการเลือกตั้ง และไม่สนใจหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ แน่นอน ไม่ว่าผู้นั้นจะมีสถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองอย่างใด ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ นักศึกษา หรือ ตาสีตาสา คนรวย หรือ คนจน ชนชั้นกลางในเมือง หรือ ชาวบ้านรากหญ้าในชนบท ทุกคนย่อมมีความนึกคิดเป็นของตัวเอง ตามหลักการประการหนึ่งของความเป็นประชาธิปไตย ที่คนๆ หนึ่งย่อมมีสิทธิลงคะแนนเสียงได้เพียงคนละหนึ่งคะแนนเท่านั้น และคะแนนเสียงทุกๆ คะแนน ย่อมต้องมีความสำคัญเท่ากัน หรือ one man one vote

อีกทั้งกลุ่มเรียกร้องคงเข้าใจผิดคิดกันไปเองว่า ทฤษฎี สองนัคราประชาธิปไตย ที่เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตหัวหน้าพรรคมหาชน เสนอเอาไว้ตั้งแต่เมื่อกว่า 10 ปีก่อนยังสามารถใช้การได้ในสถานการณ์สมัยปัจจุบัน ทั้งที่จริงๆ ในส่วนที่เป็นหัวใจนั้น มันล้าสมัยไปนานแล้ว (แต่ยังคงศักยภาพในการอรรถาธิบายความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนชนบทกับคนในเมืองที่ขัดแย้งกันอยู่ ซึ่งในที่นี้ มันเป็นคนละประเด็นกัน) กล่าวคือ บทสรุปสำคัญที่สุดของทฤษฎีนี้ เชื่อว่า คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯล้มรัฐบาล แต่ทว่า จากการวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งทั่วไปใน 2 ครั้งที่ผ่านมา กลับสะท้อนภาพว่า การปะทะ ระหว่างชนชั้นกลางในฐานะที่เป็นฐานนโยบายกับชาวชนบทในฐานะที่เป็นฐานเสียง กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ การประสาน เพราะทั้งฐานนโยบายและฐานเสียงกำลังจะเป็นปึกแผ่นแน่นเหนียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ด้วยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยถูกตั้งขึ้นมาจากทั้งคนกรุงเทพฯและคนต่างจังหวัดนั่นเอง ชัยชนะของพรรคไทยรักไทยอย่างถล่มทลายในพื้นที่กรุงเทพฯ ถึง 2 ครั้งซ้อน (ครั้งก่อนนั้นได้ไป 29 ที่นั่ง ส่วนครั้งล่าสุดก็ยังได้สูงถึง 32 ที่นั่ง จากทั้งหมด 37 ที่นั่ง) ช่วยตอกย้ำความเชื่อเช่นว่านี้ได้เป็นอย่างดี แน่นอน พลังสนับสนุนรัฐบาลในกรุงเทพฯ จึงยังมีอยู่ไม่ใช่น้อย เพียงแต่คงเป็นพลังเงียบ ซึ่งรอเวลาที่จะแสดงออกเท่านั้น

ความชอบธรรมคืออะไร ? ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ..2542 คำว่า ชอบธรรม มีความหมายใน 2 นัยด้วยกัน ก็คือ ถูกตามหลักธรรม กับ ถูกตามนิตินัย หากถามว่านายกรัฐมนตรียังมีความชอบธรรมอยู่อีกไม่ แน่นอนว่า นายกฯ ยังมีความชอบธรรมอยู่อย่างบริบูรณ์ พิจารณาตามความหมายในนัยหลัง เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากความยินยอมของประชาชนอย่างแท้จริง ทว่า ตามความหมายในนัยแรกนั้น นับว่ามีความเป็นนามธรรมสูง เป็นเรื่องของความรู้สึก จึงยากต่อการพิสูจน์ จำต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วค่อยว่ากันไปตามกติกาประชาธิปไตย เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาให้ได้มีโอกาสในการพิสูจน์ข้อกล่าวหานั้นๆ ดังจะกล่าวต่อไป

แน่นอน การตั้งแง่ต่างๆ นานาต่อตัวนายกฯ ของพวกเรียกร้อง โดยปฏิเสธการใช้กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามรัฐธรรมนูญ ทำให้นายกฯ ในขณะนี้ ตกอยู่ในชาตะกรรมเช่นเดียวกับ ไอ้ฟัก ตัวละครเอกจากนวนิยายเรื่อง คำพิพากษา ของชาติ กอบจิตติ ที่ได้เสนอแนวคิดว่า คนมักจะตกเป็นเหยื่อของความเชื่อ และคำตัดสินของสังคม ด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ในเรื่องนั้นชาวบ้านก็เชื่อแน่ว่า ฟักกระทำผิดอย่างร้ายกาจ คือ เอาสมทรงเมียพ่อมาเป็นเมีย ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยล่วงเกินใดๆ ทางกายต่อเธอเลย ดังคำรำพึงรำพันของฟักเองว่า มันเป็นกรรมเป็นเวร เคยทำเวรกันไว้เมื่อใดเล่า ชีวิตนี้เกิดมาปลาสักตัวไม่เคยฆ่า เงินสักเฟื้องไม่เคยขโมยใคร ลูกเมียใครก็ไม่เคยไปเสพสม พูดจาหลอกลวงก็ไม่เคยเอ่ย สุรายาเมานั้น อย่าว่าแต่กินเลย มองยังไม่อยากมอง ศีลห้าข้อนี้ถือประพฤติมาตลอด แล้วทำไมถึงต้องรับเวรรับกรรม หรือว่าเป็นมาแต่ปางก่อน เขาไม่อยากเชื่อเอาเลย เชื่อแน่เพียงอย่างเดียวว่า เคราะห์กรรมที่ประสบอยู่นี้มาจากคนอื่นโดยแท้

ผมยังรู้สึกสมเพชเวทนากับการที่หลายคนแสดงความเห็นด้วยถ้อยคำหยาบคายในช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะอย่างตามเว็บบอร์ดทั่วไป แบบขาดสติ ไร้วุฒิภาวะ ไม่ใช้ปัญญา และเอาแต่อารมณ์ ถ้าหากเรื่องที่กล่าวหากันเป็นเรื่องจริง นั่นนับว่าเลวร้าย แต่การแสดงออกรุนแรงอย่างที่เป็นอยู่ ก็นับว่าเลวร้ายไม่ต่างกัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ลักษณะข้างต้นชวนให้กังวลใจไปได้ว่า ผู้คนในสังคมปัจจุบัน ตัดสินใจสนับสนุนหรือต่อต้าน โดยเชื่อเพียงข้อมูลบางแหล่ง หรือ มุมมองบางมุมมองเท่านั้นเองหรือ อันนี้อันตราย

แม้ว่าความชอบธรรมในแง่การเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจตามกติกาของสังคมตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ อาจจะไม่ใช่จุดสิ้นสุดในตัวของมันเอง เพราะยังมีอีกในมิติหนึ่งที่จะมีผลต่อความชอบธรรมของการดำรงตำแหน่งอำนาจ คือ ในส่วนผลของการทำงานระหว่างการดำรงตำแหน่ง กระนั้น ในมุมมองส่วนตัว ผมมั่นใจว่านายกฯ ยังมีความชอบธรรมอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะใช้ความชอบธรรมตามความหมายใดมาจับ ผลสำรวจความคิดเห็นในหลายประเด็นเกี่ยวกับรัฐบาลตลอดเดือนที่ผ่านมาก็ว่าทำนองนั้น ตัวอย่างเช่น ผลสำรวจพบว่าประชาชนระบุว่า พ...ทักษิณ เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์ปัญหาปัจจุบันของประเทศมากถึงร้อยละ 42.8 ผลสำรวจล่าสุดก็พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 33.6 ให้ พ...ทักษิณ ทำงานต่อ และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 59.3 ในการสำรวจครั้งต่อมา โดยมีแค่ร้อยละ 7.2 เท่านั้นที่ให้ลาออก เมื่อถามถึงคนที่อยากให้เป็นนายกฯ หากมีการเลือกตั้งใหม่ คนที่มาเป็นอันดับ 1 ก็ยังเป็น พ...ทักษิณ อีก แล้วยังจะเรียกร้องให้ นายกฯ ลาออกกันอยู่อีกทำไม เพราะถึงเลือกตั้งใหม่ อย่างไรเสีย พ...ทักษิณ ก็ต้องได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกคำรบหนึ่งอยู่ดี เรียกร้องกันไปก็รังแต่จะป๋วยการ ถ้าไม่ใช่นายกฯ ทักษิณแล้ว เราจะเอาใคร ? จึงมองไม่เห็นประโยชน์อันใดเลยจากการลุกฮือเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก เพราะเท่ากับเป็นการปฏิเสธกระบวนการตรวจสอบต่างๆ ตามกลไกรัฐธรรมนูญ ทว่าหากนายกฯ ท่านทำผิดจริงอย่างที่หลายฝ่ายกล่าวอ้าง ทั้งเรื่องการทุจริตเชิงนโยบาย เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วเรายังจะยอมให้ท่านลาออกได้ง่ายๆ โดยที่จะไม่ทำอะไรๆ กับท่านเลยเชียวหรือ ลองคิดดูให้ดี

อย่างไรก็ตามถึงแม้ข้อมูลข้างต้น จะเป็นเพียงการสุ่มตัวอย่างสำรวจ แต่ก็น่าเชื่อถือ เพราะมีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ไม่น้อย สำหรับใช้ในการประเมินถึงความชอบธรรมของตัวนายกฯ จากแง่มุมประชาชน ณ เวลานี้ ได้ตามสมควร หาใช่การกล่าวอ้างถึงประชาชนอย่างเลื่อนลอยโดยปราศจากเหตุผลรองรับไม่ ตราบใดก็ตามที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นและสิ้นสุดลงอย่างเป็นระบบระเบียบ ถึงอย่างไรก็ต้องให้ถือไว้ก่อนว่า นายกรัฐมนตรียังมีความชอบธรรมอยู่ เพราะแม้กระทั่งในคดีฆ่าคนตาย รัฐธรรมนูญยังให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า คนๆ นั้นยังไม่มีความผิด จนกว่าจะมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด

ด้วยความที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้รอบคอบและรัดกุมพอ จึงได้วางกลไกเอาไว้สารพัด เพื่อใช้เป็นมาตรการด้านการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐจากหลายๆ ช่องทางด้วยกัน ทั้งโดยทางรัฐสภา โดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และโดยประชาชนเอง เหมือนๆ กับการวางกล้องวงจรปิดไว้ในทุกๆ มุมทั่วทั้งร้าน เพื่อเอาไว้สอดส่องดูแลความปลอดภัยภายในร้าน การที่วางกล้องไว้ในตำแหน่งที่ต่างๆ กันไปย่อมทำให้การตรวจตราขโมยโจรมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น หากกล้องมุมหนึ่งถูกบังจนจับภาพไม่ได้ ก็น่าจะมีกล้องในมุมอื่นๆ อีก ที่พอจะจับภาพเอาไว้แทนกันได้ กลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ได้ถูกออกแบบเอาไว้ในลักษณะเช่นนี้ เมื่อรัฐสภาทำหน้าที่ไม่ได้ ก็ยังมีองค์กรอิสระต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ และประชาชน ซึ่งทำหน้าที่ดังกล่าวแทนได้อยู่

อนึ่ง มาตรการตรวจสอบ นายกฯ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็นับว่ามีไม่ใช่น้อย ตัวอย่างเช่น การให้ ส.. จำนวน 2 ใน 5 เข้าชื่อยื่นญัตติเปิด อภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อให้ลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ ได้ (มาตรา 185), การให้ ส.. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 หรือ ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 50,000 คนขึ้นไป สามารถเข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภามีมติ (ด้วยเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5) ให้ ถอดถอน นายกฯ ออกจากตำแหน่งได้ หากกระบวนการไต่สวนของ ปปช. พบว่า นายกฯ มีพฤติการณ์ส่อทุจริตหรือร่ำรวยผิดปกติ (มาตรา 304) และนายกฯก็ยังจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาโดย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกกรณีหนึ่งด้วย (มาตรา 309), การให้ ส.. หรือ ส.. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่าตัวนายกฯ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีตามมาตรา 208 และมาตรา 209 เพื่อให้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัย (มาตรา 96), การกล่าวหาต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป... เพื่อให้ตรวจสอบว่านายกฯ จงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือไม่ (มาตรา 295) ตลอดจนการนำเรื่องราวต่างๆ อาทิ กรณีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น กฟผ. กรณีการทำข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ฯลฯ ที่ภาคประชาชนยังคงค้างคาใจอยู่ ขึ้นสู่การพิจารณาของ ศาลปกครอง ว่าการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี) ได้กระทำการต่างๆ ไป โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (มาตรา 276) เป็นอาทิ

แน่นอน การเมืองนอกสภาเป็นสิ่งที่ดี การแสดงความคิดเห็นต่อต้านรัฐบาล การชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ เพื่อเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ เป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตยอย่างที่หลายคนชอบพูด แน่ละ ผมเห็นด้วยกับหลายกลุ่มซึ่งสู้ตามวิถีทางรัฐธรรมนูญดังได้กล่าวมาแล้ว แต่ผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับการเอาชนะคะคานกันโดยไม่ยอมรับกติกาสังคม โดยเอาตัวเองเป็นที่ตั้งของอีกหลายฝ่าย แต่หากกลไกที่มีอยู่มากมายข้างต้นมันติดขัดไปเสียทั้งหมด หรือ กล้องทุกๆ ตัวมันเสียจนใช้การไม่ได้อีกต่อไป หากเป็นถึงขนาดนี้ ก็สมควรจะต้องยกเครื่องซ่อมกันขนานใหญ่ คงปล่อยเอาไว้ไม่ได้อยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน ในมุมของรัฐบาล นายกฯ ก็มีทางออกหลากหลายในการคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดนี้ ทั้งด้วยการเปิดอภิปรายทั่วไปในรัฐสภาโดยไม่มีการลงมติ การปรับคณะรัฐมนตรี การลาออก การยุบสภา ฯลฯ ทว่าโดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าทางออกที่ดีสุดของรัฐบาล ณ เวลานี้ ก็คือ การถามประชามติจากประชาชน (Referendum) โดยอาศัย มาตรา 214 ว่าประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไรต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ วิถีคิดและวิถีทางนี้ เป็นการเลือกทางออกเชิงระบบ โดยมีเป้าหมายให้กลไกตรวจสอบสามารถถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารได้อย่างแท้จริง เปิดช่องให้ประชาชนได้แสดงบทบาทมากยิ่งขึ้น พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส

ไม่ว่าน่าเชื่อครับว่าทางเลือกข้างต้น จะเป็นทางเลือกเดียวกันกับที่รัฐบาลกำลังจะก้าวเดิน

"ฝ่ายกฎหมายมีความคิดว่า การเลือกตั้ง ส.. 19 เม..นี้ กำหนดให้ กกต. พิมพ์บัตร 2 ใบ ใบหนึ่งเลือกตั้ง ส.. อีกใบหนึ่งกาว่าจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าผลออกมาให้แก้ก็แก้กัน ถ้าไม่ให้แก้ท่านต้องเลิกพูดแล้ว ไม่ใช่คว้าไมค์โครโฟนออกมาเดินขบวนกันอีก เพราะมันเป็นเรื่องของสัญญาประชาคม เป็นเรื่องของประชาชน เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนโดยปวงชนเพื่อปวงชน ไม่ใช่เป็นของกลุ่มคนเพื่อกลุ่มคน" นายกรัฐมนตรีกล่าว เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

บทความชิ้นนี้ จึงเป็นการมองในแง่มุมที่แตกต่าง ต่างไปจากกระแสสื่อมวลชนที่กำลังสาดซัดเข้าใส่นายกรัฐมนตรีคนเมืองที่ชื่อ พ...ดร.ทักษิณ ชินวัตร

ณัฐกร วิทิตานนท์

 

edit @ 26 Oct 2007 12:42:27 by B&B

edit @ 26 Oct 2007 12:43:42 by B&B

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ผมอ่านแล้วรุ้สึดีอย่างประหลาด ขอบคุณครับ

#1 By นพ (203.153.180.241) on 2008-05-30 15:30