หลายปีที่ผ่านมามีคำถามต่อแนวคิด “ความเจริญ” ของเมืองเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง ด้วยมายาคติดั้งเดิมของ “ความเจริญ” เริ่มใช้ไม่ได้ผล ตึกสูงระฟ้า ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ขายสินค้าแบรนด์ดัง รถยนต์ราคาแพงวิ่งแล่นบนท้องถนนที่กว้างขวาง มีทางยกทางลอดที่ดูราวของเล่นในสวนสนุก ค่ำคืนถูกแทนที่ด้วยแสงไฟสว่างระยิบระยับ ความฉาบฉวยเช่นนี้ชวนให้เคลิบเคลิ้มอยู่ระยะหนึ่งว่านี่แหละคือการพัฒนา ทว่าเมื่อคนเชียงใหม่เริ่มตระหนักแล้วว่า “ความเจริญ” ที่เคยคิดว่ามีลักษณะเป็นสากล ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสียแล้วสำหรับเมืองเก่าแก่กว่า 700 ปี ทำให้เกิดการรวมตัวกันของคนเชียงใหม่รวมถึงคนที่มาอาศัยเชียงใหม่เสมือนเป็นบ้านเกิด ต่อสู้รักษาเสน่ห์ของเมืองแห่งนี้ไม่ให้เดินย่ำรอยการพัฒนาแบบสำเร็จรูปอย่างเสมอมา ไม่ว่าจะคัดค้านการสร้างทางยกระดับ ต่อต้านตึกสูงในเขตเมือง ไม่ยอมรับผังเมืองที่ทำลายวิถีชีวิตผู้คนในเมืองเก่าแก่ รวมถึงรณรงค์ในหลายหลากประเด็นเพื่อสร้างเมืองอย่างยั่งยืน เช่น รณรงค์ต้านการรื้อฝายที่กรมชลประทานคิดง่ายๆ ว่าเป็นทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วม พร้อมๆ ไปกับที่กรมศิลปากรพยายามลองวิชาขุดค้นเมืองโบราณบริเวณประตูช้างเผือกโดยหาได้เข้าใจคติความเชื่อของท้องถิ่นที่แฝงอยู่ไม่ เป็นต้น

ความพยายามใช้สิทธิ-ส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจได้ยินที่มีมาโดยตลอดนั้น บ่อยครั้งเลยที่กลายกลับเป็นว่าคำตอบที่ได้รับอยู่ในสายลม เพราะตราบใดที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจ ตัวจริง ยังไม่ใช่คนของท้องถิ่นเองเช่นนี้แล้วละก็ ปัญหาทำนองนี้ก็จะมีอยู่ร่ำไปไม่รู้จักจบสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใดก็ตามที่มีช่องว่างทางกฎหมายและภาคปฏิบัติเกิดขึ้น

ล่าสุดกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดมหึมาที่แม้กระทั่งคนแถวนั้นเองก็อาจจะยังไม่ทราบมาก่อนด้วยซ้ำว่ากำลังจะมีโครงการระดับนี้มาเกิดขึ้นแถวๆ บ้านของตน จากแผ่นปลิวที่มาถึงมือผู้เขียนระบุความเป็นมาและวัตถุประสงค์ว่า “บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มีแผนดำเนินการโครงการอาคารชุดพักอาศัย 8 ชั้น จำนวน 4 อาคาร จำนวน 256 ห้อง บริเวณถนนบำรุงราษฎร์ ต.วัดเกตุ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้พักอาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งผู้พักอาศัยที่อยู่ใกล้เคียงได้มีทางเลือกในการเลือกที่พักอาศัยมากขึ้น” ในชื่อโครงการ คาซ่า คอนโด บำรุงราษฎร์

นอกนั้น บริษัทฯ ซึ่งรู้ดีถึงจุดอ่อนของการก่อสร้างโครงการฯ ในเขตเมืองได้อธิบายถึงมาตรการควบคุมต่างๆ ทั้งช่วงก่อสร้างโครงการ และในภายหลัง เป็นต้นว่า ด้านความสั่นสะเทือน จะเจาะเสาเข็มเฉพาะในเวลากลางวัน, มีประกันความเสียหายต่ออาคารที่อยู่ข้างเคียง ด้านฝุ่นละออง ฉีดพรมน้ำบริเวณที่มีการก่อสร้างความถี่อย่างน้อย 2 ครั้ง/วัน, ปิดคลุมรถบรรทุกดินอย่างมิดชิด, จัดผ้าใบหรือตาข่ายมาปิดคลุมอาคารตอนก่อสร้าง ด้านเสียง ควบคุมเวลาสร้างให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด, จัดห้องป้องกันและลดเสียงจากกิจกรรมก่อสร้างบางชนิด ด้านการจราจร จำกัดความเร็วของรถช่วงที่วิ่งผ่านชุมชนไม่เกิน 30 กม./ชม., จัดพนักงานคอยดูแลการจราจรบริเวณทางเข้า-ออกพื้นที่ก่อสร้าง อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ติดป้ายสัญลักษณ์เตือนในบริเวณที่อาจจะเกิดอันตราย, จัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพื้นที่กอสร้างตลอด 24 ชม. ตลอดจนจัดพื้นที่สีเขียว ปลูกไม่ยืนต้นขนาดใหญ่, จัดระบบบำบัดน้ำเสียให้เป็นไปตามมาตรฐาน ฯลฯ

หากอ่านจบแล้วก็ย่อมเคลิ้มตามได้ไม่ยาก แต่สิ่งยากกว่ามากคือการแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการนี้นอกเหนือจากที่มีปรากฏอยู่ในแผ่นปลิวดังกล่าว ซึ่งก็ชวนให้คิดไปในแง่ร้ายได้ว่าถ้าทางผู้สร้างมีความตั้งใจจริงทำไมจึงไม่เปิดเผยข้อมูลวงกว้างออกสู่สาธารณะ แต่นี่กลับหมดเม็ด ปิดๆ บังๆ มีเพียงข้อมูลที่บอกว่าจะสร้างบนเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ 3 งานแถวถนนบำรุงราษฎร์ ซึ่งน้อยคนนักจะรู้

ยิ่งกว่านั้นทางบริษัทก็น่าจะทราบดีด้วยว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ในย่านวัดเกต ซึ่งในผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ (ปรับปรุงครั้งที่ 3) จะจัดประเภทเป็นที่ดินประเภทอนุรักษ์เพื่อการอยู่อาศัย แต่ทว่ายังรอให้ประกาศเป็นกฎกระทรวงเสียก่อนจึงจะมีผลบังคับโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย เชื่อได้ว่าบริษัทกำลังอาศัยช่องว่าง หรือสุญญากาศของกฎหมายตรงนี้ ระหว่างที่ผังเมืองรวมฉบับเก่าหมดอายุและยังไม่มีผังเมืองรวมฉบับใหม่ออกมา เร่งรีบดำเนินการโดยเร็ว เพราะทราบดีว่าถ้าผังเมืองฯ มีผลใช้บังคับจริงจังเมื่อใด อาคารในพื้นที่บริเวณนี้จะมีความสูงได้ไม่เกิน 9 เมตร หรือ 3 ชั้นเท่านั้น

แน่นอนที่สุด การสร้างคอนโดมีเนียมอาจได้รับการยอมรับว่าเป็นการใช้พื้นที่ที่ ‘คุ้มค่า’ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า ‘ความคุ้มค่า’ นั้นก็คือ ‘ความเหมาะสม’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของบริบทพื้นที่ และความต้องการของคนท้องถิ่น ดังที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเขียนบทความไว้ว่า “...เสน่ห์ของเมืองเก่าไม่ได้อยู่ที่มีวัดวาอารามเก่าๆ และโบราณสถานมากมายอยู่ในเมืองเท่านั้น เสน่ห์ทางกายภาพของเมืองเก่ายังประกอบด้วยตึกรามบ้านช่อง และถนนรนแคมที่มีขนาดไม่ใหญ่เกินไปเหมือนเมืองสมัยใหม่ทั่วไปด้วย ขนาดที่เล็กนั้นคือขนาดของมนุษย์ (human scale) ฉะนั้น การเข้ามาอยู่ในเมืองเก่าจึงไม่รู้สึกถูกแปลกแยก อะไรๆ ก็มีสัดส่วนที่ร่างกายมนุษย์จะเข้าถึง ไม่ต้องอาศัยลิฟต์, บันไดเลื่อน, หรือรถไฟหัวกระสุน และท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับมนุษย์...”

ณ วันนี้ หลายๆ โครงการที่ถูกกำหนดให้แก่เมืองแห่งนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนเชียงใหม่ยังคงวางใจฝากเมืองอันเป็นที่รักไว้กับฟากฝ่ายรัฐไม่ได้ และคงต้องบ่นกันปากเปียกปากแฉะกันต่อไป หากผู้ปกครองเพียงได้ยินแต่ไม่ได้รับฟังเอาซะเลย.

รัฐนันท์ โสภโณดร 

หลายครั้งที่ เราได้มีโอกาสไปจังหวัดไกลๆ แล้วได้เจอะเจอเข้ากับร้านอาหารติดป้ายที่บ่งบอกว่าขายอาหารจากถิ่นเหนือ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเงี้ยวเชียงรายหรือข้าวซอยเชียงใหม่ ฯลฯ ทำเอาครึ้มอกครึ้มใจ ภูมิใจไปกับของกินที่มีชื่อจังหวัดบ้านเกิดพ่วงท้าย เมื่อถามถึงอาหารเหนือที่รู้จักคุ้นชิม คนจึงนึกถึงข้าวซอยเป็นอันดับต้นๆ ทั้งที่ก็ไม่ใช่ของพื้นถิ่นทางเหนือ (หรือของคนเมือง) โดยแท้ เพราะข้าวซอยจริงๆ แล้วมีต้นกำเนิดมาจากอาหารของชาวจีนฮ่อมุสลิมที่อพยพมาอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย คนเฒ่าคนแก่หลายคนจึงยังเรียกข้าวซอยว่า ก๋วยเตี๋ยวฮ่ออยู่ (เช่นเดียวกับขนมจีนน้ำเงี้ยวที่รากเหง้าเป็นพี่น้องชาวไทใหญ่)

 ว่ากันว่าคนจีนฮ่อที่เชียงใหม่ แรกเริ่มเดิมทีจะอยู่ชานเมือง บริเวณ หนองฮ่อ(ต.ช้างเผือก) ก่อนที่ส่วนมากจะย้ายเข้ามาตั้งรกรากในตัวเมือง ที่ บ้านฮ่อ(ต.ช้างคลาน) จนทุกวันนี้
 ข้าวซอยจัดอยู่อาหารโหมดเดียวกับก๋วยเตี๋ยว โดยมีเส้นคล้ายเส้นบะหมี่ในน้ำซุปสีเหลืองข้นๆ คล้ายแกงมัสมั่นที่ใส่เครื่องแกงรสจัดจ้าน โดยมีเส้นหมี่กรอบโรยหน้า และมีเครื่องเคียง ได้แก่ ผักกาดดอง หอมแดง มะนาว ด้วยความที่มีพื้นเพมาจากอาหารของชาวมุสลิม ข้าวซอยของแท้ต้องใช้เนื้อไก่และเนื้อวัวมาเป็นองค์ประกอบหลัก จะไม่มีเนื้อหมูแต่อย่างใด อนึ่ง สันนิษฐานว่าเหตุที่ต้องเรียก ข้าวซอยเพราะกรรมวิธีสมัยก่อนจะทำเส้นบะหมี่กันสดๆ โดยคอยใช้มีด ซอยแผ่นแป้งให้เป็นเส้นๆ แล้วต้มลงในหม้อเลยนี่เอง
 สำหรับ 3 ร้านข้าวซอยที่ เราจะได้เอ่ยถึงในวันนี้ 2 ร้านแรกเป็นแบบต้นตำรับชาวจีนฮ่อมุสลิม กับอีก 1 ร้านหลังที่จะเป็นสไตล์คนเมืองประยุกต์
 
1.ข้าวซอยสุธาสินี 1

ร้านนี้นับเป็นร้านข้าวซอยเก่าแก่คู่เชียงใหม่ เป็นตึกแถวอยู่บนถนนเจริญประเทศ ซอย 12 ข้างโรงแรมดิเอ็มเพรส หาไม่ยาก

คุณป้าเล่าให้ฟังว่าสุธาสินีไม่ได้เป็นชื่อของใครทั้งนั้น ปัจจุบันมี 2 สาขา คือสาขา 1 กับสาขา 3 เพราะสุธาสินี 2 ซึ่งคุณลุงแยกไปทำนั้นเลิกไปแล้ว ส่วนสุธาสินี 3 น้องสาวคุณป้าเป็นคนทำ ร้านอยู่แถวๆ หน้าหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์ แต่ที่นั่นจะเน้นขายอาหารอิสลามมากกว่าข้าวซอย เฉพาะรุ่นป้านี่ขายมา 26 ปี แต่ถ้านับตั้งแต่รุ่นคุณแม่รุ่นอากงด้วยก็กว่า 50 ปี

ร้านนี้มีดีที่เส้น เส้นสดๆ ทำเอง ละเอียด เหนียวนิ่ม ช่างเข้ากับเนื้อเปื่อยพอดีๆ และเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครอยู่ที่ผักกาดดองในสไตล์จีนยูนนาน ซึ่งจะใส่พริกปรุงรสเล็กน้อย บอกได้เพียงมีไม่กี่ร้านในเชียงใหม่เท่านั้นที่เสิร์ฟผักกาดดองแบบนี้ ชามธรรมดา 30.- พิเศษ 40.-

2.ข้าวซอยอิสลาม

ร้านนี้ก็จัดว่าเป็นร้านข้าวซอยฮ่อขนานแท้เช่นกัน เปิดขายมากว่า 40 ปีแล้ว อยู่ในซอยเจริญประเทศ 1 หรือตรอกสุเหร่าบ้านฮ่อ (ซอยด้านหลังวัดอุปคุตและพุทธสถาน) ซึ่งทางเข้าซอยต้องผ่านหน้าโรงแรมพรพิงค์มาซักนิดนึงก่อน เลี้ยวเข้าไปในซอยแคบ ค่อยๆ ขับร้านจะอยู่ทางขวามือ เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเมืองกรุง หนังสือหลายเล่มเลือกแนะนำร้านนี้

เครื่องแกงกะหรี่เอยเส้นข้าวซอยเอยทางร้านทำเองทั้งหมด เน้นเส้นกลมใหญ่หนานุ่ม น้ำซุปรสชาติเข้มข้นแต่ไม่เผ็ดเกินไป และไม่มันเยิ้มจนเลี่ยน พริกน้ำมันที่นี่ปั่นละเอียดช่วยเพิ่มรสชาติจัดจ้านได้โข ข้าวซอยที่นี่ไม่ว่าจะเนื้อ ไก่ ลูกชิ้น ปลา ทะเล ราคา 30 บาทเท่ากัน นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารอิสลามอื่นๆ อีกสารพัดให้เลือกทานกัน

3.ข้าวซอยแม่มณี

ร้านนี้แม้แต่คนเชียงใหม่เองยังแทบจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ ทั้งที่เปิดขายมากว่า 30 ปี เป็นร้านเล็กๆ อยู่ในซอยโชตนา 24 สังเกตปากทางจะเป็นสำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ (สาขาย่อย) เข้าซอยไปเลี้ยวซักโค้งสองโค้งก็จะเจอ จุดเด่นของข้าวซอยร้านนี้อยู่ที่ลูกเล่นหลากหลาย ทั้งเส้น และเนื้อมีให้เลือกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเส้นข้าวซอย มาม่า ก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น หมี่กรอบ ฯลฯ และเนื้อทั้งหมู ไก่ เนื้อ ปลา ลูกชิ้นหมู-เนื้อ หมูยอ กระทั่งปูอัดก็ยังมี แน่นอนว่าใช้เส้นข้าวซอยทำเอง และเส้นหมี่กรอบคั่วเอง ราคาต่อชาม ธรรมดา 25 บาท พิเศษ 35-50 บาท ถ้ายังไม่จุใจมีหมี่กรอบให้สั่งเพิ่มได้ เพียงจานละ 5 บาท น้ำซุปร้านนี้น่าจะถูกใจคนชอบกินรสจัด เพราะเครื่องแกงข้นคลั๊กชิมแล้วถึงเครื่องจริงๆ

ข้าวซอยหนึ่งชามตรงหน้า จึงไม่ใช่แค่เรื่องอาหารการกินเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น หากแต่เต็มไปด้วยเรื่องราวเบื้องลึกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชาติพันธุ์ ซึ่งใครก็ยากจะทำให้เหมือนกันได้

 

เจ้าหมูอ้วนกะยัยตัวเล็ก

edit @ 10 Oct 2010 22:25:35 by B&B

(1)

สำหรับคนทั่วไปแล้ว คงเรียกเหตุการณ์ในวันที่ 24 มิ.ย. ของเมื่อ 77 ปีก่อนว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างที่ถูกพร่ำสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (จากการสำรวจแบบเร็วๆ พบว่าไม่มีหนังสือเรียนวิชาสังคม/ประวัติศาสตร์ในหลักสูตรปัจจุบัน ไล่ตั้งแต่ชั้นประถมต้นจนถึงมัธยมปลาย แม้แต่เล่มเดียวที่เรียกเหตุการณ์ครั้งนี้โดยใช้คำว่าปฏิวัติ แทบทั้งหมดใช้คำว่าเปลี่ยนแปลงการปกครองแทน) ก่อนหน้านี้ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เรียกเช่นนั้น

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นี้คราใด ความคิดในหัวช่วงประถม-มัธยมก็มักผูกโยงให้คิดถึงการ ‘ปฏิรูปการปกครอง’ และการ ‘เลิกทาส’ สมัย ร.5 กับการจัดตั้งเมืองจำลองประชาธิปไตย ‘ดุสิตธานี’ สมัย ร.6 และเป็นความประสงค์ของ ร.7 ท่านอยู่แล้วที่เตรียมจะ ‘พระราชทานรัฐธรรมนูญ’ ให้แก่พสกนิกรชาวไทยในสักวันหนึ่งเข้าด้วยกันเสมอ ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดว่าทั้งสามเหตุการณ์เป็นผลเชื่อมโยงถึงกัน แต่ถึงกระนั้นก็มาเกิดการยึดอำนาจของ “คณะราษฎร” ขึ้นเสียก่อน ทว่าพระองค์ทรงยินยอมพร้อมใจและให้ความร่วมมือด้วยดี รูปธรรมก็คือรัฐธรรมนูญฉบับแรกนั่นเอง

พอโตขึ้นมาหน่อยได้เข้าเรียนด้านรัฐศาสตร์ ระดับ ป.ตรี อาจารย์บางคนก็พยายามอธิบายให้เห็นว่านั่นถือเป็นประชาธิปไตยที่ ‘ชิงสุกก่อนห่าม’ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยัง ‘ไม่พร้อม’ มันจึงนำมาซึ่งการเมืองอันล้มเหลวเละเทะในเวลาต่อมา แน่ละ ผมเริ่มชักไม่แน่ใจต่อสิ่งต่างๆ ที่เคยรู้มาก็ระหว่างเรียน ป.โท นี่แหละ หลังจากที่เราได้อ่านหนังสือการปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475 (พิมพ์ครั้งแรก 2535 พิมพ์ล่าสุด 2553) ของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์แล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่างานชิ้นนี้ได้เปิดแง่มุมใหม่ๆ ให้ผมขบคิดมากมาย เป็นต้นว่ายืนยันว่าการปฏิวัติสยามเป็นสิ่งที่ควรเกิดและหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งสิ้น, สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกลุ่มปัญญาชน ข้าราชการระดับกลาง คนชั้นระดับกลางและล่างว่าได้มีการเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันในการเรียกร้องเพื่อบั่นทอนหลักการยึดถือ ชาติกำเนิด เป็นใหญ่ก่อนหน้านั้นมานานพอควร, ผลลัพธ์ของเหตุการณ์เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แตกแยก และบาดหมางใจภายในผู้นำส่วนต่างๆ ตามมา

อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นผมก็ยังคงเห็นว่าเหตุการณ์นี้นั้นเกิดขึ้นจากความพยายามโดยคนกลุ่มเดียว ซึ่งเป็น ชนชั้นนำ (Elite) โดยที่ ประชาชน (Followership) ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยเลย คณะราษฎรมิได้เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ทั่วทั้งประเทศ แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่เป็น ผู้นำ (Leadership) ในระบบราชการ (ทั้งข้าราชการทหารและพลเรือน) เป็นการดึงเอาอำนาจจากมือ ‘เจ้า’ มาเป็นของเหล่า ‘อำมาตย์’ เท่านั้น

สอดคล้องกับเหตุผลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวความว่า “…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร…”  ซึ่งเป็นข้อความตอนท้ายๆ ที่ปรากฏอยู่ในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ เมื่อ 2 มี.ค. 2477

และแม้นผมจะจดจำ “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” ได้มานานแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยได้อ่าน ‘ที่มา’ แบบเต็มๆ เสียที จวบจนมาถึงยุคที่อินเตอร์เน็ตฟูเฟื่อง ผมถึงมีโอกาสได้ ‘อ่าน’ ในสิ่งซึ่งไม่มีทางจะได้เห็นใน ‘โลกจริง’ สมัยนี้เป็นอันขาด[1] ผมคล้อยตามสิ่งที่นครินทร์เคยย้ำ มันควรเกิดและหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเข้าใจ ‘สาเหตุ’ ผลักดันว่าเอาเข้าจริงแล้วก็เป็นเพราะความล้มเหลว ทั้งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจของระบอบสมบรูณาญาสิทธิราชย์เองนั่นหล่ะที่เป็น ‘ตัวการ’ จริงๆ

(2)

เท่าที่พอจำได้ ผมมาได้ยินคำว่าปฏิวัติครั้งแรกก็เมื่อตอน 23 ก.พ. 2534 เข้าให้แล้ว จากข่าวด่วนทางโทรทัศน์ ซึ่งใช้คำนี้เรียกการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทว่าภายหลังผมถึงได้รู้ว่าการเรียกเช่นนี้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ กล่าวคือ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแล้วนั้น การปฏิวัติ (Revolution) หมายถึงการผันแปรเปลี่ยนหลักมูล การเปลี่ยนแปลงระบบ เช่น ปฏิวัติอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารบ้านเมือง เช่น ปฏิวัติการปกครอง  (ทว่าปรีดี พนมยงค์ใช้คำว่า อภิวัฒน์ เรียกแทน) การปฏิวัติใหญ่ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันของโลก ได้แก่ การปฏิวัติรัสเซีย ถึงสองครั้งในปีเดียว เมื่อช่วงปี ค.ศ.1917 การปฏิวัติจีน ปี ค.ศ.1949 การปฏิวัติคิวบา ในปี ค.ศ.1959 เป็นต้น ขณะที่ การรัฐประหาร ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า Coup (อ่านว่า คู) ย่อมาจาก Coup d’ État (อ่านว่า คูเดะทา) ในภาษาฝรั่งเศส หมายถึงการใช้กำลังเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลโดยฉับพลัน หรือการใช้กำลังยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงรัฐบาล รัฐประหารครั้งสำคัญๆ อย่างเช่นกรณีของ ยูกานดาโดยอีดี อามิน เมื่อปี ค.ศ.1971 หรือกรณีเปอร์เวซ มูชาร์ราฟของปากีสถานในช่วงก่อนสหัสวรรษใหม่ เมื่อปี 1999 ฯลฯ

อาจกล่าวได้ว่าเรามักจะใช้คำว่าปฏิวัติปะปนกันกับรัฐประหารเสมอๆ แม้นอันที่จริงการปฏิวัตินับเป็น “ความรุนแรงทางการเมือง” ที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยครั้งนัก เพราะจะต้องโค่นล้มลงทั้งระบบ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ มิติ ทั้งที่เป็นระบอบการปกครอง อุดมการณ์ทางการเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต ระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา และระบบสังคมโดยรวม เช่น เปลี่ยนจากราชอาณาจักร (Kingdom) ไปสู่สาธารณรัฐ (Republic) เป็นต้น ขณะที่การรัฐประหารมีวัตถุประสงค์อยู่เฉพาะที่การเปลี่ยนตัวหัวหน้ารัฐบาลหรือผู้ปกครองประเทศ เพื่อจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่อยู่ภายใต้อาณัติผู้ก่อการรัฐประหารขึ้นมาแทน จึงมีแต่ตัวผู้นำและคณะผู้นำเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยนแปลง

ด้วยเหตุนี้เอง เหตุการณ์ในเช้าตรู่วันที่ 24 มิ.ย. 2475 จึงนับเป็นการปฏิวัติที่แท้จริงเพียงหนเดียวที่เคยเกิดขึ้นในบริบทการเมืองไทย การยึดอำนาจโดยการใช้กำลังในครั้งต่อๆ มา ถือว่าเป็นเพียงการทำรัฐประหารทั้งนั้น ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วถึง 10 ครั้งในประเทศไทย (2476, 2490, 2494, 2500, 2501, 2514, 2519, 2520, 2534, 2549) แต่มีข้อสังเกตคือ คณะผู้ก่อการรัฐประหารหลายๆ คราวถึงกับประกาศตัวเองว่าเป็นคณะปฏิวัติและออกประกาศคณะปฏิวัติให้มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย อย่างในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์หรือจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งแง่หนึ่งย่อมเท่ากับเป็นการลดความสำคัญของคำนี้ลงมาจนกลายเป็นคำธรรมดาสามัญที่ใช้เรียกแทนการยึดอำนาจซะทุกครั้ง ทั้งที่คำๆ นี้ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก

(3)

หากเปรียบเทียบความสำคัญของ “การปฏิวัติ 2475” กับเหตุการณ์ ‘นองเลือด’ ทางการเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา’16, 6 ตุลา’19, พฤษภาทมิฬ’35 คำตอบก็ยิ่งแจ่มชัดว่าวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์วันนี้ได้ถูกทำให้คลายความสำคัญลงและแทบจะหมดความหมายไปเลย ทั้งๆ ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้รัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดเพื่อจำกัดอำนาจผู้ปกครอง และกำหนดให้กษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐภายใต้ขอบเขตแห่งกฎหมายแท้ๆ ขณะที่ทั้งสามเหตุการณ์หลังมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องเป็นข่าวเป็นภาพในสื่อสารมวลชนกระแสหลักทุกปี แต่กิจกรรมแด่วันที่ 24 มิ.ย. ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา กลับ ‘น้อย’ และ ‘เงียบ’ ผิดกันลิบลับ ถ้าอธิบายโดยแผนภูมิเส้นกราฟก็คงเป็นเส้นกราฟที่พุ่งขึ้นฮวบฮาบในช่วงต้น ค่อยๆ ตกลงมาเรื่อยๆ และราบแบนยาวนาน ก่อนที่มาเริ่มกระเตื้องขึ้นอีกครั้งในห้วงหลัง แบ่งเป็นยุคๆ ดังนี้

(1) 2475-2500 ในช่วงแรกที่คนของคณะราษฎรยังคงมีบทบาททางการเมือง วันที่ 24 มิ.ย. นับว่ามีความสำคัญ และแสดงนัยทางการเมืองหลายหลาก ถูกกำหนดให้เป็น วันชาติ ในสมัยพระยาพหลพลพยุหเสนา (หัวหน้าคณะราษฎร) เป็นนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้มีเพลงชาติ (ฉบับ 24 มิถุนา) จัดงานเฉลิมฉลองวันชาติยิ่งใหญ่ รวมทั้งกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการอีกด้วย

(2) 2500-2549 หลังจากที่คนของคณะราษฎรสิ้นสุดบทบาททางการเมืองอย่างสิ้นเชิง พร้อมๆ กับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการปฏิวัติ 2475 ก็ถูกทำลายลงโดยน้ำมือของเผด็จการทหารซึ่งขึ้นมาแทนที่ เริ่มต้นจากการที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกจอมพลสฤษดิ์ทำการยึดอำนาจในปี 2500 ต่อมารัฐบาลได้ออกมติให้ยกเลิก วันชาติ ตามมาติดๆ ด้วยการประกาศยกเลิกการหยุดราชการในวันที่ 24 มิ.ย. ของทุกปี ผู้คนในสมัยนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราก็เคยมีวันชาติอย่างหลายๆ ประเทศ (เช่นสหรัฐอเมริกาถือเอาวันที่ 4 กรกฎา หรือฝรั่งเศสตรงกับวันที่ 14 กรกฎา) มาแล้ว

(3) 2549-??? ภายหลังจาก คปค. ทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มาด้วยชัยชนะในการ ‘เลือกตั้ง’ ชนิดถล่มทลาย แน่ละ วันที่ 24 มิ.ย. เริ่มกลายมาเป็นสัญลักษณ์ในการเรียกร้องประชาธิปไตย (เช่น นำเอามาตั้งเป็นชื่อกลุ่มต่างๆ) และกลับมีพลังอีกครั้งในปีสองปีมานี้ ดูได้จากกิจกรรมต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นในปีนี้ (รวมถึงยังมีข้อเสนอถึงขั้นทำนองให้เปลี่ยนแปลง วันชาติ เมื่อปีที่ผ่านมาอีกด้วย)

แน่นอนที่สุด การให้ความหมายและความสำคัญต่อวันๆ นี้ ย่อมผกผันตามสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป หากถามว่านัยของ 24 มิ.ย. 2475 ณ เวลานี้คืออะไร? ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คงหมายถึง ความเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ขณะที่อีกนัยหนึ่ง เหตุการณ์นี้ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” (Turning Point) สำคัญที่สุดสำหรับประเทศนี้ ซึ่งเขา ‘กล้า’ ที่จะยืนยันหลักที่ว่า อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย เป็นครั้งแรก เพื่อให้เราฝ่าข้ามไปให้ถึงในโลกแห่งความเป็นจริง แม้ประชาธิปไตยในแบบที่คณะราษฎรปรารถนาให้เกิดขึ้นนั้นจะไม่เคยมีอยู่จริงในสังคมไทยมาก่อนเลยก็ตามที...

 

ณัฐกร วิทิตานนท์



[1] โปรดดู ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ใน http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=11&s_id=19&d_id=19

edit @ 4 Oct 2010 13:51:29 by B&B