หลายครั้งการได้ค้นพบร้านอาหารดีๆ และกลายมาเป็นที่ถูกใจซักร้าน ก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าตัดสินใจเลือกร้านที่ไม่มักคุ้นด้วยการดูจากปริมาณรถที่จอดเรียงรายยาวอยู่หน้าร้าน การทดสอบเช่นนี้หลายครั้งทำให้รู้จักร้านใหม่ๆ ที่น่าบอกต่อให้ได้รู้กันถ้วนหน้า แต่บางครั้งก็กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม ทว่าทฤษฎีการดูปริมาณรถลูกค้าหน้าร้านนั้นไม่สามารถที่จะนำมาใช้กับร้านที่ เราจะแนะนำในครานี้ได้เลย

ร้านเงียบๆ บรรยากาศออกแนวอึมครึมสักนิด ลูกค้าแม้ไม่คึกคัก แต่เป็นที่คุ้นเคยของนักชิม คนเมือง ตัวยงเลยก็ว่าได้ ร้านนี้ใช้ชื่อว่า ร้านอาหารคุณสุ ซึ่งเปิดมานานเกือบๆ 30 ปีแล้ว ที่นี่บริการอาหารตามสั่ง ตั้งอยู่บนถนนโชตนาไปทางอำเภอแม่ริม บริเวณสามแยกทางไปสนามกีฬา 700 ปีพอดิบพอดี (ด้านตรงข้ามกับศูนย์ราชการ) จุดดึงดูดใจลูกค้าอยู่ที่รสชาติอาหารที่เข้มข้น กลมกล่อม ต้องยอมรับว่าเลิศรสจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ 3 จานเด่นต่อไปนี้ ซึ่งรับรองว่าต้องถูกปากทุกๆ ท่านเป็นแน่

1. ยำปลาดุกฟู เนื้อปลาดุกที่ผ่านการยีจนฟูแล้วนำไปทอดจนเหลืองกรอบ ชิมแล้วเข้าถึงรสของเนื้อปลาเต็มๆ คำ ไม่อมน้ำมัน เมื่อนำน้ำจิ้มมะม่วงมาราดลงไปจนน้ำจิ้มซึมเข้าเนื้อปลาด้วยแล้ว ตักกินพร้อมข้าวสวยร้อนๆ อร่อยหมดจานในเวลาพริบตา

2. ไข่เจียว (หรือที่ เรา ขนานนามให้ว่า ไข่ซาลาเปา) จะให้ใส่หมู ปู หรือกุ้งก็ได้ ใช้เทคนิคการทอดจนกลายเป็นไข่เจียวลูกกลมๆ ฟูๆ ไม่มียุบตัว และจะพองแบบนี้จนถึงคำสุดท้ายเลยทีเดียว นอกจากนี้ไข่เจียวยังใส่พริกไทเพิ่มทั้งรสชาติ และกลิ่นได้เป็นอย่างดี

3. ปลาราดพริก เลือกเมนูปลาที่ลูกค้าชอบ (ไม่ว่าจะเป็นปลาแรด ปลากะพง ปลาทับทิม ปลาเนื้ออ่อน ปลาช่อน ปลาดุก) ทอดจนกรอบทั้งตัว ปกคลุมตัวปลาด้วยน้ำพริกปรุงรสหวาน เผ็ด อร่อยกำลังดี ตักกินเนื้อปลาพร้อมน้ำพริกปรุงรสไปพร้อมๆ กัน อร่อยจนต้องขอเติมข้าวให้เต็มจานอีกทีนอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ ที่ขึ้นหราบนกระดานให้เลือกสั่งอีกมากมาย เช่น ต้มยำขาหมู หมูแดดเดียว มะระต้มยำ เมนูปลาหลากชนิด ทั้งนึ่งมะนาว นึ่งซีอิ้ว นึ่งบ๊วย ทอดกระเทียม สามรส ราดน้ำปลา ฯลฯ แต่อย่างอื่นที่ไม่ได้เอ่ยถึงในที่นี้ ก็จัดว่าอร่อยขั้นเทพแทบทุกอย่าง

ร้านเปิดทุกวัน 11 โมงถึง 3 ทุ่มครึ่ง (แต่ทุกวันจันทร์สุดท้ายของเดือนจะปิด) สุดท้ายขอย้ำว่าควรโทรศัพท์ไปสั่งอาหารก่อนล่วงหน้าอย่างน้อยๆ ครึ่งชั่วโมง โทรได้ที่เบอร์ 053-122331 เพราะแม้นจะมีลูกค้าไม่แน่นร้าน แต่แม่ครัวเพียงคนเดียวของที่นี่คือ คุณสุ เป็นคนเดียวกับที่เคยเป็นเชฟมือหนึ่งในโรงแรมที่กรุงเทพฯ มาแล้ว เธอต้องใช้เวลาตระเตรียมและลงมือปรุงอาหารในแต่ละจานด้วยความใส่ใจ จนอาจจะทำให้นักชิมหน้าใหม่ท้อแท้อยู่บ้าง เนื่องจากต้องคอยนานอย่างไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน

เจ้าหมูอ้วนกับยัยตัวเล็ก

edit @ 22 Nov 2009 12:52:23 by B&B

และแล้ว สีเสื้อก็สำ แดง พลัง

เมื่อการนับคะแนนที่แต่ละหน่วยเลือกตั้งได้นำมานับรวมกันที่สนามกีฬาเทศบาลฯ สิ้นสุด ผลลัพธ์ที่ออกมามิใช่เรื่องที่น่าตื่นตะลึงอะไรนัก หลังจากที่ทั่วทุกมุมเมืองของเชียงใหม่ถูกปกคลุมด้วยป้ายหาเสียงสารพัดรูปแบบมาเกือบ 1 เดือนเต็มๆ ว่ากันว่าในเลือกตั้งครั้งนี้มีเงินหมุนเวียนในแวดวงธุรกิจสื่อโฆษณามากเป็นสิบล้านบาทเลยทีเดียว (กกต. กำหนดให้ผู้สมัครฯ ใช้จ่ายงบประมาณในการหาเสียงได้คนละไม่เกิน 8 แสนบาท)

การเลือกตั้งวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ใช้สิทธิ 64,871 ราย จากจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมด 106,366 คน คิดเป็นร้อยละ 60.99 ซึ่งตัวเลขเกินกว่า 60 % นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงเป็นต้นมา ขณะที่มีบัตรเสีย 1,534 ใบ (2.36%) กับไม่ประสงค์ลงคะแนน 4,444 ใบ (6.85%) 

ผลนับคะแนนเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ 

อันดับ ชื่อ ประสบการณ์ หมายเลข คะแนน
1 นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ อดีตรองนายก อบจ.เชียงใหม่ 2 24,384
2 นางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์  อดีตเลขานุการนายก อบจ.เชียงใหม่ 7 13,197
3 ร.อ.หญิงเดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ 1 6,958
4 นายพรชัย จิตรนวเสถียร  อดีตรองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ 6 5,524
5 นายวัลลภ แซ่เตี๋ยว  อดีตรองนายก อบจ.เชียงใหม่ 4 5,465
6 น.พ.เพทาย เตโชฬาร อดีต ส.ท.นครเชียงใหม่ 3 1,747
7 นายวิชัย วงศ์ไชย  อดีต ส.ส.เชียงใหม่ 5 1,354
8 นายเทพโยธินฐ์ ไชยรัตน์  ทนายความ / ธุรกิจ 10 149
9 นางอารีย์ อุดมศิริธำรง [1] ธุรกิจ 8 61
10 นายบารมี พจนามธุรส - 9 54

 ส่วนเรื่องร้องคัดค้าน (หลังการเลือกตั้ง) ก็กลับไม่มีเลย ผิดคาด ทั้งๆ ที่ก่อนจะมีการเลือกตั้งนั้นมีกระแสการซื้อเสียงและการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งออกมาหนาหูมาก คงมีแต่การร้องเรียน (ก่อนเลือกตั้ง) เพียงแค่ไม่กี่เรื่อง เช่นเรื่องแจกเงินและการปราศรัยใส่ร้ายกัน ซึ่งทาง กกต.เชียงใหม่ ไม่สามารถสอบสวนได้ทันตามกรอบเวลา 30 วัน ดังที่ถูกระบุไว้ในกฎหมาย เผด็จการ ฉบับหนึ่ง [2] 

แต่ในที่สุดเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 52 กกต.กลาง จึงประกาศรับรองผลเลือกตั้งส่งผลให้ นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ ผู้ชนะเลือกตั้งที่กลุ่ม เสื้อแดงกลุ่มใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่ให้การสนับสนุนได้เป็น นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ อย่างเป็นทางการ (นับแต่มีประกาศของ กกต.) ขณะที่เสียงข้างมากในสภาเทศบาลขณะนี้ 18 คน (จากทั้งหมด 24 คน) เป็นของกลุ่ม ช้างงานซึ่งประกาศชัดเจนต่อสาธารณะว่าได้ให้การสนับสนุน เจ๊ปุ๊ย หรือนางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ ที่มีคะแนนตามมาห่างๆ ถึงกว่า 1 หมื่นคะแนน 

โดยหลังจากที่ทราบผลเลือกตั้ง นายทัศนัยได้ประกาศนโยบาย เร่งด่วน 3 เรื่อง คือ 1.ระบบขนส่งมวลชน 2.สาธารณูปโภค และ 3.อาหารปลอดภัย "...เห็นด้วยกับนักวิชาการที่เสนอให้เชียงใหม่เป็นเมืองมหานคร ปกครองรูปแบบพิเศษ" เป็นประโยคหนึ่งในคำแถลงของเขาวันนั้น [3]

อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปหาก กกต.เชียงใหม่ สืบสวนสอบสวนต่อและพบพยานหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับคำร้องเรียนต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ก็ยังสามารถจะเอาผิดเพื่อแจกใบแดงย้อนหลังให้แก่เขาได้ ทว่าในกรณีนี้องค์กรที่จะมาชี้ขาดสุดท้ายจะเป็น ศาลอุทธรณ์ มิใช่ กกต. [4]

เรื่องของ...นักปีนเขา 

แป้งเกิดที่เชียงใหม่ เพราะตระกูล ณ เชียงใหม่ ก็อยู่ที่นั่นมาตลอด คุณปู่คือเจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ ซึ่งสิ้นไปแล้ว แต่ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านให้ความสนใจการเมืองท้องถิ่นมาก เพราะเชียงใหม่คือบ้านของท่าน ตอนนั้นท่านช่วยใครลงสมัครนายกเทศมนตรีหรือส่งสมาชิกสภาเทศบาลก็ชนะ แต่คุณปู่ไม่เคยรับตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองเลยนะคะ ส่วนคุณพ่อ (ธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่) เคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทย จากนั้นก็ย้ายไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการอีกหลายกระทรวง แต่สุดท้ายก็ไปลงการเมืองท้องถิ่น ส่วนคุณแม่ (กิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่) ท่านมาลงเลือกตั้งทีหลัง[5] 

เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ 

สำหรับคนจังหวัดอื่นที่ติดตามข่าวการเลือกตั้งครานี้ผ่านสื่อกระแสหลักอาจเข้าใจว่านี่เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างสอง ตระกูล ใหญ่ของเชียงใหม่ คือ ณ เชียงใหม่ซึ่งสืบทอดเชื้อสายราชสกุลเก่าแก่มาจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จากรุ่นสู่รุ่น (ส่วนหนึ่งของเจ้านายฝ่ายเหนือ) กับ บูรณุปกรณ์ครอบครัวชาวจีนโพ้นทะเลที่ก้าวขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ทั้งด้านธุรกิจ และการเมืองท้องถิ่น (ในห้วงหลัง) ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วเป็นสมรภูมิ สีเสื้อระหว่าง สีแดงกับสีอื่นๆ (สีเหลือง, สีน้ำเงิน) มากกว่า 

ผู้สมัครบางคนที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าอาจจะขึ้นมาสอดแทรก กลับกลายเป็นว่าได้ไปแค่คนละ 5 พันกว่าคะแนนเท่านั้น ส่วนหนึ่งเชื่อว่าน่าเป็นผลพวงจากการออกอาการ แทงกั๊กในช่วงโค้งสุดท้าย ด้วยการชูประเด็นหาเสียง ไม่แบ่งเหลือง-แบ่งแดง เพื่อหวังดึงคะแนนจากกลุ่มนักศึกษาและชนชั้นกลางที่ถือเป็น พลังเงียบซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพวก สีขาวที่มักขออยู่ ตรงกลาง(No Vote) ไว้ก่อน ทั้งที่เอาเข้าจริงๆ แล้วนั่นเท่ากับเป็นการลดเสียงสนับสนุนตัวเองในหมู่คนเสื้อแดงหลายกลุ่มลงมานั่นเอง 

แน่นอน ความพ่ายแพ้ของคนในตระกูล ณ เชียงใหม่ต่อคนในตระกูล บูรณุปกรณ์ อย่างขาดลอยเกือบ 2 หมื่นคะแนน ไม่ได้หมายถึงว่าคนเชียงใหม่ชื่นชอบตระกูลหลังมากกว่าตระกูลแรก หากแต่แปลความว่าเพราะตระกูลหลังเลือกยืนอยู่ข้างเดียวกับเสียงข้างมากของคนเชียงใหม่ต่างหาก นายทัศนัย จึงถือเป็นคนที่ใช้นามสกุลบูรณุปกรณ์คนที่ 3 ที่เข้ามานั่งตำแหน่งสำคัญในการเมืองระดับท้องถิ่นของเชียงใหม่เวลานี้ ถัดจากพี่สาว นางสาวทัศนีย์ (นายกเทศมนตรีตำบลช้างเผือก) และ นายบุญเลิศ (นายก อบจ.เชียงใหม่) คุณอาของเขา 

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถใช้สะท้อนกระแสการเมืองระดับชาติในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี และย่อมเป็นสัญญาณส่งถึงตระกูลการเมืองเก่าแก่ในหลายๆ จังหวัด โดยเฉพาะกับภาคเหนือและอีสานว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของการเลือกตั้งสมัยนี้ได้แก่ พรรคที่สังกัด มากกว่าอย่างอื่น [6] ครั้งนี้ นโยบาย ก็ยังคงไม่ใช่ตัวตัดสินแต่อย่างใด 

ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งนักการเมืองอย่าง เจ้าหนุ่ย(คุณพ่อของ ร.อ.หญิงเดือนเต็มดวง) อดีต ส.ส.เชียงใหม่ 5 สมัย อาจเป็นชื่นชอบของผู้ลงคะแนนส่วนใหญ่ ในสายตาของชาวบ้านตอนนั้น เขาคือ ผู้เสียสละภาพหลังคาศาลาริมทาง, รถบริการในงานศพงานบุญต่างๆ, แก้วน้ำ จาน ชาม โต๊ะ เก้าอี้ ตลอดจนถึงเต้นท์ที่มีชื่อของเขาปรากฏอยู่ด้วยยังติดตาผมมาจนถึงตอนนี้วันที่การเมืองไทย (กำลัง) เปลี่ยนไปแล้ว คงจะไม่เกินเลยนักหากจะสรุปว่าการเลือกตั้งครั้งสำคัญๆ ของเชียงใหม่ในรอบ 10 ปีมานี้ ปัจจัยด้าน ตัวบุคคล แทบจะหมดความหมายลงโดยสิ้นเชิง (ดูภาคผนวกท้ายบทความ)

ยิ่งเสียกว่านั้น วิทยุชุมชนแห่งหนึ่งถึงขนาดเชียร์ให้เหล่าผู้ฟังของตนเลือกผู้สมัครตัวเต็งบางราย โดยพยายามโน้มน้าวว่ามันอาจจะช่วยทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับบ้านเร็วขึ้น และหลายคนก็เชื่อเช่นนั้นจริงๆ

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า คนที่ไม่เคยปีนเขาอาจคิดว่าการขึ้นถึงยอดเขาเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด แต่นักปีนเขาทุกคนรู้ดีว่าสิ่งสำคัญกว่านั้นคือการลงจากยอดเขา... โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้เวลาอันควรได้มาถึงแล้ว นักปีนเขามากประสบการณ์บางคนยอมตัดใจไม่ขึ้นสู่ยอดเขา แม้จะเป็นความใฝ่ฝันอันท้าทายมาตลอดชีวิต ด้วยเพราะตระหนักดีว่าพลังงานและเวลาที่เหลืออยู่ อาจไม่เพียงพอที่จะนำพาตัวเองลงจากยอดเขาได้อย่างปลอดภัย... นักการเมืองก็ควรเรียนรู้ความข้อนี้ เพราะถ้าผู้มาก่อนไม่ยอมเดินลงมาดีๆ หลายกรณีในประวัติศาสตร์ เขามักถูกผู้มาทีหลังถีบตกบัลลังก์เสมอ [7] 

ภาคผนวกกรณีศึกษา : ตระกูล ณ เชียงใหม่ 

นายธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่ หรือ เจ้าหนุ่ย 

ปี พ.ศ. ตำแหน่ง สังกัด
2529 สอบตก (ส.ส.) พรรครวมไทย
2531 ส.ส. พรรคกิจสังคม
2535/1 ส.ส. พรรคความหวังใหม่
2535/2 ส.ส. พรรคความหวังใหม่
2538 ส.ส. พรรคความหวังใหม่
2539 ส.ส. พรรคความหวังใหม่
2544 สอบตก (ส.ส.) พรรคความหวังใหม่
2547 นายก อบจ. พรรคไทยรักไทย
2551 สอบตก (นายก อบจ.) กลุ่มฅนเจียงใหม่

 นางกิ่งกาญน์ ณ เชียงใหม่ หรือ เจ๊แดง 

ปี พ.ศ. ตำแหน่ง สังกัด
2538 ส.ส. พรรคความหวังใหม่
2539 ส.ส. พรรคความหวังใหม่
2544 สอบตก (ส.ส.) พรรคความหวังใหม่
2548 สอบตก (ส.ส.) พรรคประชาธิปัตย์
2550 สอบตก (ส.ส.) พรรคเพื่อแผ่นดิน

 ร้อยเอกหญิง ดร.เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ หรือ ดร.แป้ง 

ปี พ.ศ. ตำแหน่ง สังกัด
2548 สอบตก (ส.ส.) พรรคประชาธิปัตย์
2550 นายกเทศมนตรี - อิสระ -
2552 สอบตก (นายกเทศมนตรี) - อิสระ -

 ณัฐกร วิทิตานนท์

เผยแพร่ครั้งแรกใน http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26473 



[1] พี่สาวของนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ (นายก อบจ.เชียงใหม่) และนายปกรณ์ บูรณุปกรณ์ (อดีต ส.ส.เชียงใหม่) มีศักดิ์เป็นป้าของนายทัศนัย บูรณุปกรณ์ ผู้สมัครฯ หมายเลข 2 เธอถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเปรียบเสมือนตัวแทนของนายทัศนัยในกรณีที่เขาโดนใบแดง ก่อน ที่จะมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ซึ่งแนวทางปฏิบัติที่ผ่านมาของ กกต. จะสั่งให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่โดยเปิดโอกาสให้เฉพาะแต่ผู้สมัครรายเดิมเท่านั้นที่มีโอกาสลงเลือกตั้งได้
[2] นั่นคือ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 32 เรื่อง อำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดให้ทาง กกต. ต้องประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดตาม พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งต้องไม่เกิน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง
[3] “"เสื้อแดง"ประกาศชัยศึกเชียงใหม่ "ทัศนัย" นั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครฯ "ดร.แป้ง" ลั่นทำดีที่สุดแล้ว,’’ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1254752150&catid=01
[4] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 239 ระบุว่าในกรณีที่ กกต. วินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ก่อน การประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดๆ ก็ตาม ให้คำวินิจฉัยของ กกต. เป็นที่สุด แต่ในกรณี หลังจากที่ กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้วนั้น ถ้า กกต. เห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์เพื่อวินิจฉัย เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งยกคำร้อง ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งใดหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใด ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลง และให้คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด
[5]เปิดหัวใจหญิงแกร่ง ร้อยเอกหญิง ดร.เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ ชีวิตคือการเรียนรู้,” HELLO! ปีที่ 4 ฉบับที่ 20 วันที่ 1 ตุลาคม 2552, หน้า 49.
[6] รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ใน ณัฐกร วิทิตานนท์, พฤติกรรมการเลือกตั้งของ "คนเมือง" ภายใต้ระบบที่ "อภิชน" เป็นคนกำหนด,’’ http://www.prachatai.com/journal/2008/01/15396
[7] ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, ผู้นำ อำนาจ ประวัติศาสตร์ และการเมืองใหม่, (กรุงเทพฯ: Openbooks, 2551), หน้า 18-19.

edit @ 5 Nov 2009 09:21:03 by B&B

เนื้อวัว เมนูสัตว์ใหญ่ที่หลายคนพยายามหลีกเลี่ยง (เป็นต้นว่าผู้นับถือเจ้าแม่กวนอิม เชื่อตามๆ กันมาว่าบิดาของท่านได้กลับชาติมาเกิดเป็นวัวเพื่อชดใช้กรรม จึงพร้อมใจไม่บริโภคเนื้อวัว บ้างว่านั่นเป็นกุศโลบาย เพื่อให้หลงเหลือวัวจำนวนมากพอที่จะใช้ในการทำไร่ทำนา ฯลฯ) ยัยตัวเล็ก ก็ด้วย เว้นไว้แต่ร้านริมถนนที่ใครไปใครมาพากันเรียกว่า เนื้อสะเต๊ะใต้ต้นข่อย เจ้านี้นี่เองที่ต้องยอมศิโรราบให้ด้วยความเต็มใจ

ณ ใต้ต้นข่อยใหญ่ (ฝั่งตรงข้ามกับร้านไก่ย่างส้มตำ) ไม่ไกลจากสี่แยกโรงแรมลานนาพาเลซมาทางแยกที่จะไปโรงพยาบาลแม่และเด็กเท่าไหร่ ม้านั่งขนาดเล็กถูกนำมาวางรอบหาบไม้ที่ดัดแปลงเป็นโต๊ะขนาดย่อม เติมถ่านร้อนจนเป็นสีแดงใส่เตาปิ้ง พี่แขกจัดแจงเตรียมอุปกรณ์จาน ชาม เครื่องเคียงไว้ให้เสร็จสรรพ เนื้อสะเต๊ะหมักด้วยสมุนไพรหลายอย่าง ทั้งตะไคร้ ขมิ้น กระเทียม เพื่อดับกลิ่นเนื้อ ปรุงให้มีรสชาติด้วยเกลือ และน้ำตาล พี่แขกเตรียมเนื้อติดมันเสียบไม้ไว้ เมื่อใดที่ลูกค้านั่ง (ยองๆ) ลง พี่แขกจะจัดแจงเอาเนื้อย่างบนเตาถ่านอย่างรู้ใจ ตักน้ำจิ้มถั่วลิสง เคียงมาด้วยหอมแดง พริกขี้หนู และแตงกวาฝานในน้ำอาจาด ใช้แก้เลี่ยนได้อย่างดี เพียงเวลาไม่นาน เนื้อบนเตาทยอยสุก พี่แขกใช้ใบตองชุบน้ำกะทิทาบนเนื้อทำเอาควันฟุ้งกระจาย กลิ่นเนื้ออบอวล พร้อมกับพลิกเนื้อกลับไปมาสองสามที ก็สุกได้ที่ พี่แขกจะเอาเนื้อวางใส่จานตรงหน้าลูกค้า หากวันไหนลูกค้าเยอะก็ต้องแบ่งสรรเนื้อให้ทั่วถึงให้กินกันได้ไม่ขาดตอน เนื้อร้อนๆ จุ่มลงไปในถ้วยน้ำจิ้มที่มีถั่วลิสงเม็ดโตอยู่ด้วย เคี้ยวมันมันเพิ่มอรรถรสลงตัว ที่นี่ทั้งน้ำจิ้ม และเครื่องเคียงต่างๆ จะถูกเติมเต็มให้ตลอด (ยิ่งกว่าแบบ Refill ในร้านดังๆ) ราคาตอนนี้อยู่ที่ 7 ไม้ 20 บาท ลูกค้านับไม้แล้วจ่ายเงิน ใช้ระบบเชื่อใจกันและกัน สำหรับลูกค้าที่ต้องการเฉพาะน้ำจิ้มเอาไปกินกับหมูสะเต๊ะหรือขนมปัง (ทำเอง) ที่บ้าน พี่แขกก็ใจดีแยกขายให้ต่างหากอีกด้วย

ร้านหาบขายเนื้อสะเต๊ะไม่ธรรมดาร้านนี้ มีประวัติยาวนาน รวมๆ น่าจะกว่า 80 ปี เปิดมาหลายชั่วอายุคน นับแต่รุ่นคุณลุงลี แต่ด้วยลุงแกไม่มีลูก มรดกความอร่อยจึงตกทอดมาถึงคนรุ่นหลาน 2 คน ซึ่ง พี่แขก ได้รับช่วงต่อมาจากพี่สาวอีกทอดหนึ่ง เป็นรุ่นที่ 3 แล้ว ลูกค้าเท่าที่เรา เห็นแวะเวียนมาประจำจึงเป็นคนรุ่นเดอะซะเป็นส่วนใหญ่

เมื่อเดิมขายที่หน้าโรงเรียนมงฟอร์ตประถม ก่อนย้ายมาอยู่แถวเชิงสะพานข้ามคลองแม่ข่าตรงชุมชนกำแพงงาม กว่าจะมาเป็นที่ปัจจุบัน มีขายทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ และช่วงหยุดเทศกาลยาวๆ อย่างสงกรานต์ เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึงของหมดนั่นแหละถึงจะเก็บข้าวของกลับบ้าน แกเตรียมมาวันละประมาณ 1,000 ไม้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่เกินบ่ายดีนักแล

เจ้าหมูอ้วนกับยัยตัวเล็ก

edit @ 3 Nov 2009 10:41:36 by B&B